
ท่องเที่ยวไทยกระอักสงครามตะวันออกกลาง เลวร้ายสุดสูญรายได้ 4 หมื่นล้าน ลามยุโรปวูบ
สงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวติดลบ กระทรวงท่องเที่ยว ประเมินเลวร้ายสุด ยืดเยื้อ 8 สัปดาห์ นักท่องเที่ยววูบเฉียด 6 แสนคน สูญรายได้ 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ททท.คาดกระทบต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ ส่อติดลบตั้งแต่ 2-25% วิตกลามตลาดระยะไกล เหตุจากนักท่องเที่ยวยุโรป 1 ใน 3 มาจากฮับบินตะวันออกกลางชะงักจากการปิดน่านฟ้า ทั้งวิกฤตราคาน้ำมันซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย เดินหน้าเร่งปรับกลยุทธ์ พลิกวิกฤตเป็นโอกาสลดผลกระทบฟื้นตลาด
ท่องเที่ยวไทย กระอักสงครามตะวันออกกลาง ลามนักท่องเที่ยวยุโรป
วันนี้ (วันที่ 11 มีนาคม 2569) สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ปัจจุบันไม่ได้กระทบเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเท่านั้น แต่กระทบการบินระยะไกล (Long-haul aviation) เป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางที่ต้อง Transit ผ่านตะวันออกกลาง สายการบินหลักที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สายการบินเอมิเรตส์ กาตาร์ แอร์เวยส์ สายการบินเอทิฮัด กัลฟ์ แอร์ สายการบิน เหล่านี้ปกติขนส่งผู้โดยสารระหว่าง ยุโรป–เอเชีย ประมาณ 1 ใน 3 ของตลาดทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง มีเที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยกเลิกกว่า 37,000 เที่ยวบิน สำหรับประเทศไทยมีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 134 เที่ยวบิน และมีเที่ยวบินระหว่างไทย-ตะวันออกกลางยกเลิก ประมาณ 59 เที่ยวบิน ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยในเดือนมีนาคมนี้อย่างชัดเจน
จากสถิติพบว่าตั้งแต่วันที่ 1-9 มีนาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยกว่า 741,063 คน ลดลง 5.69% โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เข้าไทยอยู่ที่ 295,745 คน ลดลง 48,071 คน คิดเป็นสัดส่วนลดลง 13.98% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
โดยนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเข้าไทยอยู่ที่ 702 คน ลดลง 76.51% หรือ ลดลง 2,286 คน หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวยุโรป อยู่ที่ 249,597 คน ลดลง 41,957 คน หรือติดลบ 14.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นักท่องเที่ยวสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 43,297 คน ลดลง 3,447 คน หรือติดลบ 7.37 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และนักท่องเที่ยวจากทวีปแอฟริกา อยู่ที่ 2,149 คน ลดลง 381 คน ติดลบ 15.06 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งจากการประเมินพบว่า ตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง แม้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปิดน่านฟ้าในหลายประเทศรอบอ่าวอาหรับ จะทำให้ตลาดนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด
แต่ด้วยช่วงนี้เป็นช่วงรอมฏอน นักท่องเที่ยวเดินทางน้อยอยู่แล้ว ประกอบกับไทยมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง สัดส่วนเพียง 2% หรือประมาณ 800,000 คนต่อปี ของตลาดนักท่องเที่ยวรวมทั้งหมด สามารถหาตลาดทดแทนได้
แต่สิ่งที่เป็นความกังวล คือ ผลกระทบจากตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีสูงถึง 8 ล้านคน ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการถดถอยของตัวเลขนักท่องเที่ยวจากยุโรป เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากยุโรปประมาณ 1 ใน 3 จำเป็นต้องเดินทางผ่านน่านฟ้าหรือจุดเชื่อมต่อ (Hub) ในตะวันออกกลาง
ประเมินเลวร้ายสุด ยืดเยื้อ 8 สัปดาห์ นักท่องเที่ยววูบเฉียด 6 แสนคน
จากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประเมินผลกระทบ โดยกระทรวงการท่องเที่ยว ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ไว้ 3 ระดับ ได้แก่
- กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) คือสถานการณ์ยุติลงภายใน 3 สัปดาห์
ผลกระทบจะจำกัดอยู่แค่กลุ่มนักท่องเที่ยว ภูมิภาคตะวันออกกลาง และนักท่องเที่ยว ภูมิภาคยุโรปที่ต้องแวะพักเครื่องในตะวันออกกลาง เนื่องจากสายการบินหยุดบินในเส้นทางดังกล่าว และจะไม่กระทบต่อกลุ่มตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลที่บินตรงสู่ไทย แต่จะทำให้มีนักท่องเที่ยวลดลง 210,973 คน แบ่งเป็นยุโรป 188,129 คน และตะวันออกกลาง 22,844 คน สูญเสียรายได้ 13,167 ล้านบาท
- กรณีฐาน (Base Case) หากการปิดน่านฟ้ากินระยะเวลา 4 สัปดาห์
แม้สายการบินจะสามารถปรับปรุงเส้นทางหรือตารางบินได้บ้างในช่วงสัปดาห์สุดท้าย และราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวขึ้น มากนัก แต่ผลกระทบจะเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะหดตัวลง 334,084 คน แบ่งเป็น ยุโรป 265,645 คน และตะวันออกกลาง 68,439 คน ส่งผลให้รายได้การท่องเที่ยวลดลงถึง 21,531 ล้านบาท
แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานถึง 8 สัปดาห์
สายการบินในเส้นทางยุโรปจะต้องมีการปรับปรุงเส้นทางและตารางบินฤดูร้อน (Summer schedule) ในช่วงระหว่างวันที่ 30 มี.ค.-ต.ค. 2569 จะทำให้ค่าโดยสารปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เพราะหากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 60 วันซึ่งเกินกำหนดระยะเวลาสำรองน้ำมัน จะกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปยังราคาบัตรโดยสารในทุกเส้นทางบิน ต้นทุนการผลิตและต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศต่างๆ
รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน โดยจะลุกลามส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวในทุกตลาด แม้ตลาดระยะใกล้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าตลาดระยะไกลก็ตาม จะทำให้ไทยสูญเสีย นักท่องเที่ยวรวมสูงถึง 595,874 คน ซึ่งนอกจากกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลางแล้ว จะกระทบกับนักท่องเที่ยวภูมิภาค อื่นๆ ด้วยอีก 19,646 คน ส่งผลให้รายได้ด้านการท่องเที่ยวของไทยสูญหายไปมหาศาลถึง 40,972 ล้านบาท
ททท.คาดกระทบต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ ส่อติดลบตั้งแต่ 2-25%
ขณะที่ททท.ประเมินสถานการณ์นักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 2569 จากผลกระทบที่เกิดขึ้น
- กรณีดีที่สุด (Best Case) ยุติเร็ว 2-4 สัปดาห์
คาดต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 35-36 ล้านคน ลดลง 2% จากตลาดระยะไกลฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ตลาดจีนเติบโตดี และมีการ Shift การเดินทางของบางตลาดมายังไทย
- กรณีฐาน (Base Case) ยืดเยื้อ 1-3 เดือน
คาดต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 30-31 ล้านคน ลดลง 18% จากการฟื้นตัวกลับของตลาดระยะไกลเป็นไปค่อนข้างช้า และค่าเงินบาทผันผวน ทั้งนี้จะลดลงจากเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ที่ททท.วางไว้ที่ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11%
- กรณีเลวร้ายสุด (Worst Case) ลากยาว 3 เดือนขึ้นไป
คาดต่างชาติเที่ยวไทยเหลือ 27-29 ล้านคน ลดลง 25% จากผลกระทบตลาดตะวันออกกลางและยุโรปที่บินผ่านฮับอ่าวอาหรับ ต้นทุนสายการบินทางด้านน้ำมันสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันคิดเป็น 25% ของต้นทุนสายการบิน ส่งผลต่อราคาบัตรโดยสาร และนักท่องเที่ยวระดับกลาง-บนในเอเชีย ระวังการใช้จ่าย ส่งผลต่อการวางแผนเดินทางเที่ยวไทย
ททท.พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ปรับกลยุทธ์หาตลาดทนแทน
นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากหดตัวของนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดระยะไกลกำลังมีโมเมนตัมที่ดีมากจากปีที่ผ่านมาซึ่งมียอดทะลุ 10 ล้านคน เฉพาะยุโรปอยู่ที่ 8 ล้านคน อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะลดลงแต่ในส่วนของยอดจองล่วงหน้า (Forward Booking) ยังไม่มีการยกเลิกจำนวนมาก แต่เป็นการเลื่อนการเดินทางออกไปแทน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 แทน เพื่อรอดูสถานการณ์
อย่างไรก็ตามททท.ก็ยังหวังว่าหากสถานการณ์คลี่คลายใน 2-4 สัปดาห์ นักท่องเที่ยวเข้าไทยอาจลดลงประมาณ 3-5% ในช่วง 6 เดือน หรือประมาณ 3-5 แสนคน จากภูมิภาคยุโรป และตะวันออกกลาง สิ่งสำคัญในขณะนี้คือ การให้ความสำคัญในการดูแลนักท่องเที่ยวในเชิงรุก ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวติดค้าง เป็นเรื่องที่ควรทำและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและมีความรวดเร็วทันต่อสถานการณ์
สำหรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า จะเน้นรักษาความเชื่อมโยงด้านการบิน โดยต้องให้ความสำคัญกับ seat capacity มากกว่าการทำการตลาดเพียงอย่างเดียว ซึ่งททท.ได้ปรับแผนการตลาดให้มีความยืดหยุ่น มีการปรับลดหรือชะลอแคมเปญการตลาดบางตัวที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และหันไปโฟกัสในจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจจริง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นการใช้งบประมาณอย่างเปล่าประโยชน์
การสนับสนุนสายการบิน European carriers Asian carriers เพื่อชดเชยการ transit ผ่านตะวันออกกลาง ควรใช้แนวทาง Corridor-based approach ไม่พึ่งสายการบินตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว การใช้ Transit ผ่าน ฮับบินในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง โตเกียว เกาหลี และไต้หวัน ซึ่งปลอดภัยกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน
โดยทั้ง ททท. กระทรวงการต่างประเทศ CAAT และ AOT จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส หากประเทศไทยสามารถบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยและน้ำใจต่อภูมิภาคได้ การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะกลับมาอย่างรวดเร็วทันทีที่สถานการณ์คลี่คลาย
นอกจากนี้ททท.ยังจะให้ความสำคัญ และแบ่งตลาดที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มที่ต้องฟื้นฟู ได้แก่ ประเทศในอ่าวอาหรับ 2. ตลาดที่พึ่งพา ฮับบินตะวันออกลาง ได้แก่ ยุโรปตะวันออก สเปน อิตาลี ส่วนการหาตลาดทดแทน ททท. มีนโยบายมุ่งเน้นไปที่ตลาดระยะใกล้ (Short-haul) เพื่อมาทดแทนรายได้ ที่หายไป
โดยตลาดที่มีศักยภาพสูงในขณะนี้ ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และประเทศในอาเซียน ซึ่งเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดี รวมถึงการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูง เช่น Wellness, Long stay, Digital nomad, quality leisure เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคนต่อทริป
รวมไปถึงการวางแนวการสื่อสารในระยะต่อไปเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว เป็นเรื่องสำคัญ เช่น สนามบินของไทยทั่วประเทศเปิดตามปกติ และมีเที่ยวบินทางเลือกเพียงพอ ตลอดจนความเพียงพอของโรงแรมที่พักในเมืองท่องเที่ยวหลัก และเมือง ท่องเที่ยวรอง รองผู้ว่าการททท. กล่าวทิ้งท้าย
วิกฤตราคาน้ำมันพุ่งซ้ำเติมท่องเที่ยวไทย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอดีตผู้ว่าททท. กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องราคาปั๊มแต่คือสัญญาณเตือนภัยที่ต้องเตรียมรับมือกันอย่างจริงจัง 3 ฉากทัศน์ที่ต้องจับตา ได้แก่
- กรณีที่ 1 น้ำมัน 80-100 USD/บาร์เรล
ผลกระทบจำกัด อุตสาหกรรมยังเติบโตได้ Margin ของโรงแรมและทัวร์เริ่มบาง สายการบินเริ่มปรับ Fuel Surcharge นักท่องเที่ยว Long-Haul ชะลอการจองล่วงหน้า แต่ยังไม่ยกเลิกตลาด Short-Haul เช่น จีน อินเดีย ซึ่งใช้เส้นทางบินสั้นกว่า ยังคงเดินทางได้ปกติ
- กรณีที่ 2 น้ำมัน 100-120 USD/บาร์เรล
ยอดนักท่องเที่ยวปี 2569 มีความเสี่ยงสูงจะติดลบ 8 ถึง 12% ทั้งปีเมื่อโลจิสติกส์แพงขึ้น 20-30% สายการบินจะส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้โดยสาร ต้นทุนการบินที่พุ่ง กระทบตลาด Long-Haul โดยตรงตลาดยุโรปและอเมริกา มีความเสี่ยงสูงที่จะชะลอตัว SMEs ในภาคการท่องเที่ยวเผชิญปัญหาสภาพคล่องวิกฤต ร้านอาหาร รถรับส่ง บริษัททัวร์รายเล็ก จะแบกต้นทุนพลังงานไม่ไหว การปรับราคาให้นักท่องเที่ยวทำได้จำกัดเพราะตลาดแข่งขันสูง ด้วยหนี้สาธารณะเกือบ 68% ของ GDP ทำให้พื้นที่การคลังแทบไม่มี มาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว เช่น เราเที่ยวด้วยกัน อาจจะทำได้ยากขึ้น
- กรณีที่ 3 น้ำมันเกิน 120 USD/บาร์เรล
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเสี่ยงหดตัว -15 ถึง -25% ทั้งปี เที่ยวบินลดลง ค่าตั๋วแพงจนเข้าถึงยาก สายการบินต้นทุนต่ำอาจลดเส้นทางหรือยกเลิก ค่าเงินบาทอ่อน แม้ด้านหนึ่งทำให้ไทยถูกลงในสายตานักท่องเที่ยว Long-Haul อย่างยุโรปและอเมริกา แต่อีกด้านหนึ่ง ต้นทุนนำเข้าสินค้าและพลังงานของผู้ประกอบการไทยจะพุ่งสูงขึ้นตามกำไรที่ได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติถูกกัดกร่อนด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่แพงขึ้น เศรษฐกิจชะงักงัน ทำลายกำลังซื้อในประเทศ เมื่อราคาสินค้าแพงแต่เศรษฐกิจไม่โต หนี้ครัวเรือนสูงคนไทยจะตัดงบท่องเที่ยวในประเทศก่อน กระทบรายได้แหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดอย่างรุนแรง

