
CGSI เปิดพอร์ตฝ่าสงครามตะวันออกกลาง ลดท่องเที่ยว–เพิ่มพลังงาน
CGSI แนะนักลงทุนปรับพอร์ตท่ามกลางความตึงเครียดตะวันออกกลาง ลดสัดส่วนหุ้นท่องเที่ยว การแพทย์ที่พึ่งผู้ป่วยตะวันออกกลาง และหุ้นวัฏจักร พร้อมเพิ่มลงทุนในกลุ่มพลังงาน หุ้นปลอดภัย และหุ้นปันผลสูง คงเป้า SET ปี 2569 ที่ 1,480 จุด
KEY
POINTS
CGSI แนะปรับพอร์ตหนีสงคราม ลดหุ้นท่องเที่ยว โรงพยาบาลที่พึ่งผู้ป่วยตะวันออกกลาง และหุ้นวัฏจักร เพิ่มน้ำหนักพลังงาน หุ้นปลอดภัย และหุ้นปันผลสูง
ปรับประมาณการกำไรตลาดเล็กน้อย EPS ตลาดปี 2569 อยู่ที่ 85.5 บาท และปี 2570 ที่ 94.5 บาท คาดกำไรบริษัทจดทะเบียนโต 8% ในปี 2569 และ 11% ในปี 2570
ยังคงเป้า SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,480 จุด แต่เตือนความเสี่ยงจาก สงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันสูง และการเมืองไทย ขณะที่โอกาสบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินทุนต่างชาติไหลเข้า
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์การลงทุนรับมือความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น โดยลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มการแพทย์ที่มีรายได้สูงจากผู้ป่วยตะวันออกกลาง และกลุ่มหุ้นวัฏจักร (Cyclical) ในประเทศ
ขณะที่เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นที่มีความปลอดภัยสูง และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดการเงินโลก
บทวิเคราะห์ของ CGSI ระบุว่า ภาพรวมผลประกอบการบริษัทที่อยู่ในความครอบคลุมของฝ่ายวิจัยในไตรมาส 4 ปี 2568 มีกำไรสุทธิรวมเพิ่มขึ้น 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) แต่ลดลง 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (qoq)
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดเมื่อเทียบรายปี ได้แก่ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง
ขณะที่กลุ่มที่มีผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ได้แก่ กลุ่มโทรคมนาคมและกลุ่มสาธารณูปโภค ส่วนกลุ่มที่มีผลประกอบการอ่อนตัวกว่าคาด ได้แก่ กลุ่มโรงแรม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร
หลังสิ้นสุดฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ได้ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยลงเล็กน้อย 0.6% เหลือ 85.5 บาทในปี 2569 แต่ปรับเพิ่มขึ้น 0.2% เป็น 94.5 บาทในปี 2570 โดยยังคงคาดว่ากำไรปกติของบริษัทในความครอบคลุมจะเติบโต 8% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้น 11% ในปี 2570
ในด้านกลยุทธ์การลงทุน CGSI ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้น นักลงทุนควรลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ รวมถึงกลุ่มท่องเที่ยวและโรงพยาบาลที่มีรายได้จากผู้ป่วยตะวันออกกลางจำนวนมาก
ขณะเดียวกันควรเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นป้องกันความเสี่ยง (Defensive) และหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในช่วงตลาดผันผวน
ทั้งนี้ CGSI ได้ปรับรายชื่อหุ้นแนะนำ (Top Picks) โดยถอดหุ้น ERW, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR และ WHA ออกจากรายการ และเพิ่มหุ้น PTT, PTTEP, KTB, SCB, SHR และ TRUE เข้ามาแทน ส่งผลให้รายชื่อหุ้น Top Picks ล่าสุดประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, GULF, MOSHI, KTB, SCB, PTT, PTTEP, SHR และ TRUE
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า ดัชนี SET ปรับตัวลดลงตามแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ปัจจุบันตลาดซื้อขายที่ระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ประมาณ 15 เท่า สำหรับปี 2570 ซึ่งสูงกว่า -2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย 10 ปีเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม หากสมมติฐานกำไรต่อหุ้นของตลาดทรงตัวในปีนี้ แทนที่จะเติบโตตามที่คาดการณ์ ดัชนี SET จะซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 15.4 เท่าในปี 2570 หรือราว -1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งยังถือเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุน
CGSI ยังคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,480 จุด หรือคิดเป็น P/E ประมาณ 15.6 เท่าในปี 2570 หรือราว -1.25 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย 10 ปี
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไป ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงต่อเนื่อง การชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ
ขณะที่ปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนตลาด ได้แก่ การคลี่คลายของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ และการไหลกลับเข้ามาของเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย

