นายยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยในปี 2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตามข้อมูลล่าสุดจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การเดินทางระหว่างประเทศมายังไทยยังคงคึกคัก แม้ต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก
โดยมีการเปลี่ยนแปลงของตลาดแหล่งผู้มาเยือน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่พัฒนา และสภาพเศรษฐกิจใหม่ ๆ ที่สร้างแนวโน้มและทิศทางใหม่ให้กับอุตสาหกรรมนี้
ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 12 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30,768,775 คน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศเฉลี่ยต่อวันเกินกว่า 100,000 คน ทั้งนี้ ตลาดหลัก 5 อันดับแรกในช่วงเวลาดังกล่าว ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้
สำหรับตลาดระยะใกล้ 5 อันดับแรก ได้แก่มาเลเซีย จีน อินเดีย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดระยะไกล 5 อันดับแรก ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ตามลำดับ
เมื่อเปรียบเทียบตลาดระยะใกล้กับระยะไกล จากการวิเคราะห์และส่วนแบ่งรายได้ จะพบว่านักท่องเที่ยว “ตลาดระยะใกล้” ส่วนใหญ่เป็นประเทศอาเซียนและเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือยังคงครองสัดส่วนการท่องเที่ยวขาเข้าของไทย โดยคิดเป็น 67% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด และ 55% ของรายได้จากการท่องเที่ยว
ขณะที่ “ตลาดระยะไกล” เช่น ยุโรปและอเมริกา มีสัดส่วน 33% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่สร้างรายได้ถึง 45% สะท้อนถึงการใช้จ่ายต่อคนที่สูงกว่า
ขณะเดียวกันในปีนี้การท่องเที่ยวไทย ยังต้องเผชิญกับผลกระทบหลักในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา” ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ มีการยกเลิกการจองมากกว่า 8,000 รายการในช่วงแรกของเหตุการณ์ การปิดด่านและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ กอปรกับความกังวลด้านความปลอดภัย
ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างรวดเร็วทั้งในและต่างประเทศ ผลกระทบทางเศรษฐกิจคาดว่ามีความเสียหายหลายพันล้านบาทต่อเดือน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจรถเช่า บริษัททัวร์ โรงแรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สระแก้ว และอุบลราชธานี
ผลกระทบจาก “น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่” ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภาคใต้และโรงแรมภาคใต้ต้องเผชิญกับอุปสรรคเพิ่มเติมจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงในอำเภอหาดใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวไทยและมาเลเซีย จำนวนมากยกเลิกการจองและการเดินทาง
ส่งผลกระทบหนักต่อธุรกิจโรงแรม คาดว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ในภาคใต้จะสูงถึงหลักหมื่นล้านบาท และอาจส่งผลต่อเนื่องไปจนสิ้นปี
รวมไปถึง “การเปลี่ยนแปลงของตลาด” โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียแซงจีน และการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวและการใช้จ่าย
หนึ่งในแนวโน้มเด่นปี 2568 คือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดแหล่งผู้มาเยือน โดยมาเลเซียอาจแซงจีนขึ้นเป็นอันดับ 1 เป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี (ไม่นับช่วงวิกฤตโควิด-19) ข้อมูลจาก ททท. ประเมินว่ามาเลเซียจะมีนักท่องเที่ยว มากกว่า 4.4 ล้านคนในปี 2568 ขณะที่นักท่องเที่ยวจีน มีจำนวนน้อยกว่า
ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงนี้มีหลายด้าน โดยการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนชะลอตัวอย่างมาก จากที่เคยคิดเป็น 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปี 2562 (11.1 ล้านคน) ปัจจุบันเหลือเพียง 14% และคาดว่าจะมีผู้มาเยือนตํ่ากว่า 5 ล้านคนในปี 2568
ททท. คาดการณ์ว่าจีนจะเพิ่มขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาเลเซียยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกที่เดินทางมาเที่ยวไทยในปัจจุบัน คิดเป็น 60% ของจำนวนนักท่องเที่ยวและ 58% ของรายได้จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปอยู่ที่ประมาณ 44,000 บาท
หากวิเคราะห์ลึกด้านการใช้จ่าย จะพบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจีนแม้จำนวนลดลง แต่ยังคงใช้จ่ายสูงสุด เฉลี่ย 55,000 บาทต่อทริป เมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 22,000 บาทต่อทริป ระยะเวลาพักก็แตกต่างกัน โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียพักเฉลี่ย 4.17 วัน ใช้จ่าย 21,450 บาทต่อคนต่อทริป
นักท่องเที่ยวจีนพักเฉลี่ย 7.35 วัน ใช้จ่าย 42,428 บาทต่อทริป และเดินทางกระจายทั่วประเทศมากกว่า ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียมักกระจุกตัวที่ภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากนํ้าท่วมล่าสุด
การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบตลาดนี้สร้างความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายรายได้ โดยการสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน 1 คน ต้องใช้จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้น 2 เท่าเพื่อชดเชยรายได้เดิม อีกทั้งการกระจาย ตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่จำกัด ยังกระทบต่อการกระจายรายได้ทั่วประเทศเมื่อเทียบกับกลุ่มจีน
อย่างไรก็ตามททท. คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 37 ล้านคน สาเหตุหลักจากตลาดระยะใกล้โดยเฉพาะจีนลดลง รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% จากประมาณการเดิม
ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศคาดว่าจะเติบโต โดยมี 204.57 ล้านคน/ครั้ง (เพิ่มขึ้น 2%) และรายได้ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปี 2567
สำหรับปี 2569 ททท. ตั้งเป้าหมายสูงขึ้นที่ 34.9 ล้านผู้มาเยือน (เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2568) และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.63 ล้านล้านบาท (เพิ่มขึ้น 8%) โดยตลาดระยะใกล้ยังคงเป็นแหล่งหลัก คิดเป็น 67% ของผู้มาเยือนและ 55% ของรายได้ ขณะที่ตลาดระยะไกลจะมีสัดส่วน 33% และสร้างรายได้ 45% ของรายได้รวม
ดังนั้นภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2568–2569 เผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาด ผลกระทบต่อเนื่องจากความขัดแย้งชายแดนและภัยธรรมชาติ รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดหลักอย่างจีนที่ยังไม่เต็มที่
อย่างไรก็ดี การเติบโตของตลาดทางเลือก โดยเฉพาะมาเลเซียและอินเดีย รวมถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดระยะไกลในการสร้างรายได้ ถือเป็นโอกาสใหม่ การปรับตัวให้ทันสถานการณ์ ต้องอาศัยกลยุทธ์การตลาดที่เจาะจง การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด และการเสริมสร้างความปลอดภัยและความยืดหยุ่น แม้จะยังมีความไม่แน่นอน
แต่ข้อมูลบ่งชี้ว่าหากประเทศไทยตอบสนองอย่างมียุทธศาสตร์และปรับตัวได้ทันเวลา จะยังคงรักษาตำแหน่งแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก สร้างคุณค่าเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศได้ต่อไป