thansettakij
thansettakij
'ภูเก็ต' เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติ 2569 ดันท่องเที่ยวยั่งยืน ไพร์ด โกลเบิ้ล เวลเนส

'ภูเก็ต' เจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติ 2569 ดันท่องเที่ยวยั่งยืน ไพร์ด โกลเบิ้ล เวลเนส

20 ก.พ. 2569 | 04:13 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.พ. 2569 | 05:44 น.

ภูเก็ต ปักหมุดเจ้าภาพ 3 งานไมซ์นานาชาติ ดึงงานประชุมระดับโลก ทั้ง GSTC ขับเคลื่อนท่องเที่ยวยั่งยืน ครั้งแรกในเอเชีย กับงาน InterPride ตอกย้ำความเท่าเทียม รวมถึง Global Wellness Summit 2026 ดันเศรษฐกิจเวลเนสไทย คาดจะมีผู้นำเข้าร่วมงาน 2,100 คน

วันนี้(วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ชูภูเก็ตเมืองไมซ์ต้นแบบ ดึงงานไมซ์ระดับโลกสำเร็จ สร้างแบรนด์เมืองและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด สวมบทเมืองเจ้าภาพ 3 งานประชุมนานาชาติยักษ์ใหญ่ในปี 2569 หลังทีเส็บช่วยสนับสนุนประมูลสิทธิ์งาน 

พร้อมแสดงฝีมือเมืองไมซ์ภาคใต้มีดีร่วมขับเคลื่อน 3 วาระสากลของงานประชุม ทั้งความยั่งยืน (Sustainability) สุขภาวะ (Wellness) และความหลากหลาย ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion) ตอกย้ำสถานะภูเก็ตเมืองจุดหมายไมซ์ระดับโลก

งานไมซ์นานาชาติทั้ง 3 งาน ประกอบด้วยงาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC) 2026 ของสภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ และโรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ โดยมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนเป็นเจ้าภาพจัดงานและทีเส็บร่วมสนับสนุน 

งาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 ของสมาคมผู้จัดงานไพรด์สากล (International Association of Pride Organizers หรือ InterPride) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม- 1 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา

โดยนฤมิตไพรด์ จำกัด มูลนิธิเพื่อสิทธิและความเป็นธรรมทางเพศ (FOR-SOGI) และสมาคมอันดามันพาวเวอร์ ภูเก็ต (Phuket Pride) ร่วมเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ ทีเส็บมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการรวมตัวและความเข้มแข็งของ Pride Community ในประเทศและการสร้างเครือข่ายในระดับภูมิภาค

งาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ของสถาบันเวลเนสโลก (Global Wellness Institute) กำหนดจัดระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 หน่วยงานหลักขับเคลื่อนการจัดงานของฝ่ายไทย คือ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ทีเส็บ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) 

งานประชุมทั้ง 3 งาน จะดึงดูดผู้ร่วมงานทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ล้วนแต่เป็นผู้นำ จำนวน 2,100 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ มูลค่า 351.40 ล้านบาท สร้างงาน 484 ตำแหน่ง ยังไม่นับการค้า การลงทุนที่จะเกิดขึ้น

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมดึงงานประชุมระดับโลกที่ขับเคลื่อนวาระสำคัญของเทรนด์โลกมาจัดที่ภูเก็ตได้สำเร็จ ซึ่งไม่ได้สะท้อนศักยภาพและขีดความสามารถของภูเก็ตเพียงอย่างเดียว 

แต่ยังตอกย้ำกลยุทธ์การขับเคลื่อนเพื่อสร้างแบรนด์ของเมืองทั้งระบบ ภูเก็ตไม่ได้โดดเด่นเฉพาะการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แต่ได้ยกระดับไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นของการเป็นผู้นำในระดับโลกของทั้งสามอุตสาหกรรม

“ภูเก็ตคือเมืองไมซ์ต้นแบบที่สามารถนำงานไมซ์มาเป็นกลไกยกระดับเมืองและสร้างโอกาสด้านการค้า การลงทุนและการพัฒนาที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของทีเส็บในการดึงงานระดับโลกมาสู่ประเทศไทยอย่างมีเป้าหมาย กลยุทธ์การพัฒนาเมืองไมซ์ภูมิภาคให้สร้างแบรนด์เฉพาะด้านตามยุทธศาสตร์เมืองและกลยุทธ์กระจายการจัดงานระดับนานาชาติไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร”

นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ต กำลังใช้ ‘ไมซ์’ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคุณภาพ เพราะงานประชุมนานาชาติไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะภาคท่องเที่ยว แต่กระจายประโยชน์ไปถึงธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนอย่างชัดเจน 

การเป็นเมืองเจ้าภาพจัดงานสำคัญครั้งนี้สะท้อนความพร้อมของภูเก็ตในฐานะเมืองไมซ์ระดับนานาชาติ และช่วยยกระดับภาพลักษณ์เมือง เพิ่มโอกาสการลงทุน และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ภูเก็ตจะเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้จังหวัดและเสริมความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยในเวทีไมซ์ระดับภูมิภาค

นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนและตัวแทนภาคเอกชนจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นผู้ร่วมริเริ่มดึงงานประชุมนานาชาติ เช่น GSTC และ GWS สู่จังหวัดภูเก็ต กล่าวเสริมว่า “ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนภูเก็ต ผมยินดีที่เมืองได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพสามงานประชุมระดับโลก ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อน 7 ยุทธศาสตร์จังหวัด

โดยเรามุ่งเน้นการนำศักยภาพด้านความยั่งยืนและบริการสุขภาพระดับสากลมาสร้างผลลัพธ์ใหม่ ๆ ที่จับต้องได้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีโลกอย่างมีกลยุทธ์ ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลความสุขของคนในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนาครั้งนี้เป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนและคืนประโยชน์สู่จังหวัดภูเก็ต และประเทศไทยอย่างแท้จริง” 

ผู้อำนวยการทีเส็บ กล่าวย้ำว่า “ทีเส็บ ภูเก็ตและประเทศไทยในภาพรวมมีต้นทุนพร้อมสำหรับร่วมขับเคลื่อนวาระของทั้งสามงานประชุม ทั้งความยั่งยืน สุขภาวะ และความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ทั้งของภูเก็ตและประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่งในยุคสมัยที่วาระทั้งสามเป็นประเด็นสำคัญบนเวทีโลกและเป็นปัจจัยกำหนดการตัดสินใจเลือกประเทศจุดหมายการจัดงาน”

ทั้งนี้ ทีเส็บได้ดำเนินการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่วัดค่าได้จากการจัดงานมาโดยตลอด ทั้งการเลี่ยงและการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ รวมทั้งผลักดันรับรองมาตรฐานการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับงานไมซ์ ในส่วนของภูเก็ต มีความเข้มแข็งของเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนในจังหวัด 

สมาชิกของ GSTC ในพื้นที่มีบทบาทเชิงรุกในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ แหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบการโรงแรม มีชุมชนที่ขับเคลื่อนกิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ข้อเสนอการจัดงาน 

ขณะเดียวกัน ภูเก็ตยังร่วมมือกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี 2573 พร้อมจัดทำโครงการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับพื้นที่และได้รับคัดเลือกเป็นเมืองนำร่องในโครงการประเมินระบบนิเวศระดับชาติ (National Ecosystem Assessment – NEA) เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพบนเกาะ ทั้งหมดนี้ จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะจุดหมายการจัดงานอย่างยั่งยืนที่ไว้วางใจได้

ในส่วนของงาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 มีปัจจัยส่งเสริมจากความสำเร็จของการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย และกำลังเดินหน้าสู่กฎหมายรับรองเพศ (Gender Recognition) 

รวมถึงสิทธิแรงงานบริการทางเพศ ยิ่งสะท้อนว่าการประชุมครั้งนี้คือการตอกย้ำความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เป็นรูปธรรมของประเทศไทย และจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองแห่งพหุวัฒนธรรมที่เปิดกว้างต่อความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+ Friendly) มีความเข้มแข็งของเครือข่ายชุมชนที่พร้อมยกระดับ ภูเก็ตสู่การเป็นเมืองต้นแบบแห่งความเท่าเทียม และสื่อสารภาพลักษณ์ “ไข่มุกสีรุ้งแห่งเอเชีย” สู่สายตานานาชาติ สามารถใช้ต่อยอดการตลาดในอนาคต เพื่อดึงดูดนักเดินทางไมซ์กลุ่มหลากหลายทางเพศ และยกระดับการเป็นเมืองไมซ์ระดับโลกของภูเก็ต 

สำหรับงาน GWS 2026 จะช่วยเปิดโลกโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมสุขภาวะของภูเก็ตและประเทศไทยสู่สายตานักลงทุนและนักธุรกิจในสาขาอาชีพนี้ เพราะประเทศไทยมีแนวคิดผลักดัน Wellness Economy และมีนโยบายสนับสนุนบทบาทของภูเก็ตในการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) และผลักดันบทบาทประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ขณะที่ภูเก็ตมีโรงแรมระดับห้าดาวและสถานบริการมาตรฐานสากลที่ให้บริการด้านสุขภาพและสุขภาวะระดับพรีเมียม พร้อมเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ ยกระดับบริการตอบโจทย์ใหม่ ๆ ในตลาดโลก เช่น เรื่อง Health Span ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของภูเก็ตและพื้นที่ใกล้เคียงที่เอื้อต่อการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ 

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการในภูเก็ตและประเทศไทยจะได้มีโอกาสติดตามทิศทาง แนวโน้มและโอกาสใหม่ ๆ จากตลาดโลกเพื่อใช้พัฒนาบริการหรือต่อยอดธุรกิจต่อไป