

ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) สะท้อนมุมมองภาคเอกชนต่อสิ่งที่อยากเห็นสำหรับรัฐบาลใหม่ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่ "ซูเปอร์ฮีโร่" แต่ต้องมีคุณสมบัติหลัก 3 ประการ คือ ตัดสินใจเร็ว (Decision-driven) สื่อสารกับตลาดและต่างประเทศอย่างชัดเจน และสามารถควบคุมทีมเศรษฐกิจให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกันได้จริง ไม่ปล่อยให้แต่ละกระทรวงทำงานแบบแยกส่วนหรือ "ไซโล"
ส่วนทีมเศรษฐกิจในฝัน ต้องเป็น "ทีมเดียว" และพูดภาษาเดียวกับนักลงทุน ภาคเอกชนคาดหวังจะเห็นทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจกลไกตลาดและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมีการวางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบทั้งในภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองอาวุโส แต่ต้องเป็นผู้ที่คุมงบประมาณได้ สามารถเจรจากับธนาคารแห่งประเทศไทยและนักลงทุนต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญต้องกล้าพูดความจริงเรื่องวินัยการคลังเพื่อไม่ให้ระบบพังจากการแจกเงินเพียงอย่างเดียว และคลังในฝันไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองอาวุโส แต่ต้องคุมงบประมาณได้คุยกับแบงก์ชาติ ตลาดทุน นักลงทุนต่างชาติรู้เรื่อง และกล้าพูดความจริงเรื่องวินัยการคลัง ไม่แจกจนระบบพัง
ทั้งอยากให้เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากมองว่าจากประสบการณ์ภาคเอกชนและข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค GDP ไทยปี 2568 ประมาณ 18.8 ล้านล้านบาท ความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้การลงทุนชะลอ + การใช้จ่ายรัฐหยุดความเสียหายโดยประมาณ 0.3–0.5% ของ GDP คิดเป็น 5.5–9.5 หมื่นล้านบาท และที่หนักกว่าคือ ความเชื่อมั่น ซึ่งใช้เวลาฟื้นนานกว่าตัวเลข GDP
ส่วนสิ่งที่อยากเห็นหน้าตารัฐบาลแบบไหน เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า ผมมองว่ารัฐบาลที่มีเสียงพอทำงาน มี “ศูนย์บัญชาการเศรษฐกิจ” จริง ไม่เปลี่ยนนโยบายรายสัปดาห์ตามกระแส
สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องทำใน 3 เดือนแรก เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ภาคธุรกิจเสนอให้รัฐบาลใหม่ดำเนินการ 5 เรื่องทันที ได้แก่ 1.ผ่านงบประมาณให้เร็วที่สุด 2. สื่อสารทิศทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนต่อตลาดและประชาชน 3.ดูแลค่าใช้จ่ายประชาชนและ SMEs แบบตรงจุด ไม่หว่านงบประมาณ 4.เร่งเครื่อง 3 เครื่องยนต์หลัก การท่องเที่ยว การส่งออก และการลงทุน และ 5.หยุดนโยบายที่สร้างภาระการคลังระยะยาวทันที
ดร.อดิษฐ์ ยังกล่าวต่อว่า มุมมองต่อพรรคการเมืองแกนนำ ภาคธุรกิจมองเห็นจุดแข็งและความท้าทายที่แตกต่างกันของแต่ละพรรค โดย พรรคเพื่อไทย มีประสบการณ์บริหารสูงแต่มีความท้าทายเรื่องวินัยการคลังและภาพลักษณ์ประชานิยม พรรคภูมิใจไทย มีความโดดเด่นเรื่องการต่อรองทางการเมืองแต่ภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจใหญ่ยังไม่ชัด ขณะที่ พรรคประชาชน ถือเป็นความหวังใหม่เรื่องความโปร่งใสแต่ยังขาดประสบการณ์บริหารประเทศในระบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ดร.อดิษฐ์ ย้ำชัดว่าภาคธุรกิจไม่ได้ยึดติดว่าพรรคใดจะต้องเป็นแกนนำ แต่ให้ความสำคัญว่าใครจะสามารถทำให้รัฐบาล "นิ่ง-เร็ว-เชื่อถือได้" มากที่สุด เพราะทุกวันที่การเมืองชะงัก คือโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศที่สูญเสียไปอย่างแท้จริง