วันนี้ (วันที่ 14 มกราคม 2569) สมาคมโรงแรมไทย และ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) จัดเวทีดึง 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชน และ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแสดงนโยบายท่องเที่ยวของพรรคการเมืองต่างๆ ในหัวข้อ “ท่องเที่ยวไทย เอายังไงดี”
นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยถึงแกนนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยที่มุ่งเน้นการสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Economy) โดยเฉพาะในภาคบริการซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว โดยมีรายละเอียดนโยบายที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาบุคลากร การดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ดังนี้
1.ยกระดับทักษะแรงงาน "เรียนได้งบ จบได้งาน" พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาฝีมือแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการผ่านนโยบาย Up-skill และ Re-skill โดยพรรคเข้าใจดีว่าแรงงานที่ต้องการพัฒนาทักษะมักกังวลเรื่องการขาดรายได้ระหว่างการฝึกอบรม จึงเสนอนโยบายจ่ายเงินชดเชยให้เดือนละ 10,000 บาท ในระหว่างการอบรม และเมื่อจบหลักสูตรแล้วจะมีการ Matching งานให้ทันทีเพื่อให้แรงงานกลับเข้าสู่ระบบพร้อมทักษะที่สูงขึ้น
2.ดันไทยสู่ World Class Destination และศูนย์กลางการแพทย์ ในด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น World Class Event Destination: มุ่งชักชวนการจัดอีเวนต์ระดับโลกเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และ Medical, Health and Beauty Hub ใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และบริการที่เป็นยอมรับระดับสากล โดยเฉพาะการรักษาเฉพาะทางและการผ่าตัดศัลยกรรม/แปลงเพศ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีการใช้จ่ายสูง (High Spending) และพำนักในไทยนาน 7-10 วัน
การส่งเสริมWedding Destination โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ หลังจากการผ่าน พรบ. สมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเดินทางมาจัดงานแต่งงานในประเทศไทย
3.ยุทธศาสตร์ปั้น "เมืองรอง" ป้องกันปัญหา Over-tourism พรรคมีแผนพัฒนาเมืองรองที่มีศักยภาพให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักภายใน 10 ปี เพื่อขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวให้ถึง 40 ล้านคนโดยไม่เกิดปัญหาความแออัดจนเกินไป
กลยุทธ์สำคัญ คือ การทำให้เกิด Yearly Schedule รัฐจะสนับสนุนให้เอกชนจัดกิจกรรมหลักๆ ในเมืองรอง อาทิ Music Marketing
โดยรัฐอำนวยความสะดวกเรื่องใบอนุญาตและจัดทำตารางกิจกรรมล่วงหน้า 3-5 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน มีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนโรงแรมระดับ 3 ดาวในพื้นที่เมืองรอง และการพัฒนา Transportation Loop พัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองหลักและเมืองรองให้เป็นระบบ
3.สร้างสมดุลตลาดออนไลน์และเพิ่มความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี ในส่วนของการรับมือกับแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) ที่มีการเก็บค่า GP สูง พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดให้รัฐเข้ามามีบทบาทในลักษณะ Affiliate เพื่อสร้าง Marketing Power และสร้างสมดุลในตลาดโดยไม่เข้าไปแทรกแซงตลาดเสรีจนเกินไป
นอกจากนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว พรรคจะผลักดันนโยบาย Digital Government เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่และลดปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงมีแนวคิดดึงภาคเอกชนลงทุนในระบบความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) เนื่องจากรัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณในการซ่อมบำรุง (M&E) เพื่อให้การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้นำเสนอนโยบายการท่องเที่ยวที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกหลักที่เข้มแข็งในการพยุงเศรษฐกิจ
โดยพรรคได้วิเคราะห์ปัญหาสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันว่ามีการกระจุกตัวสูง ทั้งในเชิงพื้นที่ที่เม็ดเงินกว่า 70% อยู่ในเพียง 5 จังหวัด และในเชิงฤดูกาลที่เน้นเฉพาะช่วง High Season เท่านั้น
นอกจากนี้ยังเผชิญกับภาวะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กลับมาเที่ยวซ้ำเนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ มานานกว่า 10 ปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการขยายตัวของอุตสาหกรรม พรรคประชาชนได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนผ่าน 5 โจทย์หลัก ดังนี้
1. การปราบปรามทุนเทาและธุรกิจนอมินีอย่างถอนรากถอนโคน นี่คือประเด็นเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากมีการประเมินว่าเม็ดเงินท่องเที่ยวประมาณ 20-30% ตกอยู่ในกลุ่มทุนเทาหรือนอมินี ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่ทำถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถแข่งขันได้เพราะถูกตัดราคา, โดยพรรคเสนอมาตรการจัดการ 3 ระดับ
2. การสร้าง "Man-made Destination" และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวสู่เมืองรองและดึงดูดการเที่ยวซ้ำ พรรคมีนโยบายเตรียมงบประมาณ 5,000 - 10,000 ล้านบาท เพื่อสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made destination) ขนาดใหญ่ 5-10 แห่ง ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ยังจะสนับสนุนงบประมาณก้อนละ 200 ล้านบาท ให้กับเมืองรอง 25 แห่ง เพื่อให้ท้องถิ่นหรือเอกชนออกแบบและสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ตอบโจทย์พื้นที่ ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น สกายวอล์คเบตง ที่ลงทุน 170 ล้านบาท แต่สร้างรายได้ได้ถึงปีละ 60 ล้านบาท
3. ปรับเปลี่ยนจาก Event-based เป็น Community-based Country พรรคเสนอให้เลิกใช้งบประมาณแบบ "กวาดแห" และหันมาเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะทางที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มกีฬา, Wellness, การแพทย์ และกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งมีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปตั้งแต่ 20% ถึง 100%
โดยมุ่งหวังให้ไทยเป็นศูนย์รวมของชุมชนที่มีความชอบเหมือนกัน (Community) เช่น กลุ่มคนรักคอนเสิร์ตหรือนักวิ่ง เพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนกว่าการจัดเพียงกิจกรรม (Event) ชั่วคราว
4. การบริหารจัดการดิจิทัลและแพลตฟอร์ม (OTA)
พรรคเล็งเห็นถึงความสำคัญของการกำกับดูแดแพลตฟอร์มจองที่พัก (OTA) โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าเข้ามาจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐ จากการพยายามสร้างแอปพลิเคชันขึ้นมาเองแต่ไม่มีคนใช้ เป็นการสนับสนุนงบประมาณให้ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีแทน
5. การปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณและการกระจายอำนาจ ที่ผ่านมางบประมาณการท่องเที่ยว (เช่น งบ ททท. ปีละ 6-7 พันล้านบาท) มักถูกใช้ไปกับการตลาด "หน้าบ้าน" เพื่อดึงคนมา แต่ขาดการลงทุน "หลังบ้าน" เช่น โครงสร้างพื้นฐานและถนนหนทาง
พรรคประชาชนเสนอแนวทางดังนี้ บริหารตามภารกิจ (Task-based): บูรณาการงานข้ามกระทรวง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐานกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงคมนาคม
ปรับบทบาทคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ: เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหาได้มากขึ้น
การกระจายอำนาจ: ให้อำนาจท้องถิ่นในการจัดการระบบขนส่งเอง เช่น การที่ อบจ. สามารถออกแบบเส้นทางรถเมล์เพื่อรับนักท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องรออนุมัติจากส่วนกลางเป็นเวลานาน
พรรคประชาชนยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวและการสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ
นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งถูกมองว่าเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจที่จะช่วยต่อยอดรายได้ของประเทศ
โดยมีการวิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปผ่านแนวคิด "4D" และนำเสนอแนวทางที่รัฐจะต้องปรับบทบาทจากการเป็นผู้กำกับดูแลมาเป็น "ผู้สนับสนุน" (Enabler) อย่างเต็มตัว
พรรคประชาธิปัตย์ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 4 ด้าน หรือ 4D ได้แก่
นอกจากนี้ แม้การท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ถึง 12% ของประเทศและจ้างงานกว่า 1 ล้านคน แต่ความน่าดึงดูดของไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้าน
พรรคประชาธิปัตย์เสนอแนวทางให้รัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือผู้ผลักดันภาคเอกชน ผ่าน 3 กลไกหลัก ดังนี้
พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์การทำงาน 3 ระยะ
1. ระยะสั้น: แก้ไขและสร้างความเชื่อมั่น เน้นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีระบบรับเรื่องร้องเรียนและปิดเคสอย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับเอกชน พร้อมทั้งนำมาตรการ "เที่ยวคนละครึ่ง" กลับมาใช้ในช่วง Low Season เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นอกจากนี้จะผลักดันระบบ Open Data และ Common Platform เพื่อให้ทุกหน่วยงานแชร์ข้อมูลนักท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้ AI สามารถนำข้อมูลไปใช้ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น,
2. ระยะกลาง: เปิดตลาดใหม่และยกระดับศักยภาพมุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจเฉพาะ (Segment) เช่น Wellness และ Medical Tourism
รวมถึงการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ LGBTQ+,ความยั่งยืน (ESG) เน้นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคาร์บอนฟุตพริ้นท์ MICE Tourism ใช้จุดแข็งของไทยในการเป็นศูนย์กลางเพื่อดึงดูดการประชุมระดับโลก
การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมเมืองรอง: จัดสรรงบประมาณและ Seed Capital เพื่อยกระดับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ทรงวาดโมเดล ผ่านเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคม การสนับสนุนคูปองการศึกษา ให้แรงงานในภาคท่องเที่ยวสามารถนำไปใช้ "อัปสกิล-รีสกิล" ด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และการตลาด
3. ระยะยาว: โครงสร้างพื้นฐานและการค้าเสรี เน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการเชื่อมโยง (Connectivity) ระหว่างเมืองหลักและเมืองรองอย่างชัดเจน สนับสนุนการสร้าง Man-made Destination โดยใช้มาตรการทางภาษีจูงใจและลดอุปสรรคด้านการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายคือการใช้การเจรจา FTA (การค้าเสรี) เพื่อเปิดทางให้เกิดการร่วมทุนด้านเทคโนโลยีและพัฒนาระบบ Payment ต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมในระดับสากล