กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

19 ม.ค. 2569 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 06:12 น.

Thailand Privilege Card รุกแผน New S-Curve ตั้งเป้าปี 2569 เพิ่มฐานสมาชิก 4,000 คน ดึงต่างชาติกระเป๋าหนักเที่ยวไทย ใช้จ่ายเฉลี่ย 1 ล้านบาทต่อคนต่อปี/ทริป สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี เล็งใช้ "ภูเก็ต" เป็นหนึ่งในจังหวัดดึงดูดลูกค้า

KEY

POINTS

  • Thailand Privilege Card (TPC) ตั้งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ผ่านกลยุทธ์ "New S-Curve" ที่มุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งและสร้างรายได้ใหม่นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่า
  • ปรับโครงสร้างรายได้โดยลดการพึ่งพารายได้จากวีซ่า (จาก 95% เหลือ 85%) และหันไปสร้างรายได้เพิ่มจากช่องทางอื่น (Non-Visa) เช่น การบริหารจัดการสินทรัพย์และการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ
  • รุกขยายฐานสมาชิกสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น เมียนมา จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศ GCC พร้อมชู "ภูเก็ต" เป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดลูกค้าระดับบน

ในวันที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกเปลี่ยนทิศทาง Thailand Privilege Card (TPC) ภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็น "บัตรวีซ่าพรีเมียม" แต่กำลังรุกคืบสู่การเป็นฟันเฟืองหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ผ่านกลยุทธ์ "New S-Curve" ที่นิยามความหรูหราใหม่และขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มมั่งคั่งทั่วโลก

ปี 2569 Thailand Privilege Card (TPC) พิสูจน์ความสำเร็จจากการขยายฐานสมาชิกอย่างก้าวกระโดด จากราว 10,000 คน เป็นกว่า 40,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี สะท้อนถึงการปรับตำแหน่งธุรกิจของ TPC ให้สอดรับกับเมกะเทรนด์ระดับโลก ตั้งแต่กระแสการย้ายถิ่นฐานและพำนักระยะยาว (Long Stay Migration) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความมั่งคั่ง

การขยายตัวของกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการข้ามพรมแดน ไปจนถึงบทบาทใหม่ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการใช้ชีวิต

กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ เพรสซิเดนท์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ยอดสมาชิก Thailand Privilege Card เติบโตอย่างก้าวกระโดดมาจากปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการย้ายถิ่นฐานและพำนักระยะยาวในไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Frequent Traveler, Entrepreneur และ Investor ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 40% ของสมาชิกทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเกษียณอายุ (15%) และกลุ่ม Expat (12-14%) ที่เป็นฐานลูกค้าสำคัญ

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ เพรสซิเดนท์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด

ยอดในทั่วประเทศเมมเบอร์ 1 คน ใช้จ่ายอยู่ประมาณ 1 ล้านต้น ๆ ประมาณ 1.4 หมื่นบาท ต่อคนต่อปี  ดังนั้นหนึ่งปี เมื่อรวมค่าใบสมัคร ค่า Spending ก็สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณเกือบ 5 หมื่นล้านบาทต่อปี สำหรับ Thailand Privilege Card

นายมนาเทศ ยังระบุว่า การเติบโตของตลาดใหม่และกลุ่มครอบครัว ตลาดในประเทศอย่าง เมียนมา มีการเติบโตที่เร็วมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมักมาในรูปแบบครอบครัวที่ส่งลูกมาเรียนหนังสือแล้วพ่อแม่ย้ายตามมาพำนัก เช่นเดียวกับกลุ่ม จีน ที่เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากการสนับสนุนของรัฐบาลทั้งสองประเทศและการเพิ่มเที่ยวบินตรง

กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

นอกจากนี้ การยกระดับภูเก็ตเป็นศูนย์กลางลักชัวรี่และเรือยอชท์ ผู้บริหาร TPC ระบุว่า การที่รัฐบาลโปรโมทภูเก็ตให้เป็น Hub สำหรับ Yacht Tourism และ Luxury Tourism ดึงดูดกลุ่มมหาเศรษฐีโดยเฉพาะชาวยุโรปและรัสเซียให้เข้ามาพำนักนาน 2-3 เดือน เพื่อใช้ชีวิตและล่องเรือ ประกอบกับการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ระดับบนอย่าง Brand Residences และพูลวิลล่า ช่วยดึงดูดกลุ่ม High Spender ได้อย่างดี  

กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

ขณะเดียวกัน จุดแข็งการท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่อง Thai Hospitality อาหาร วัฒนธรรม และความคุ้มค่า (Value for Money) ซึ่งดึงดูดให้ชาวต่างชาติที่มีเงินทุนสามารถใช้ชีวิตระดับเศรษฐีได้ในไทย นอกจากนี้การขยายสนามบินเพื่อรองรับการเป็น International Hub และการเพิ่มเที่ยวบินตรง (Direct Flight) ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงมากขึ้น

สำหรับ ปัจจัยด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพ ชาวต่างชาติจากพื้นที่ที่มีความไม่สงบ เช่น รัสเซีย ยูเครน อิสราเอล และเมียนมา มองว่าประเทศไทยมีความปลอดภัยและมีเสถียรภาพ รวมถึงกลุ่มที่ต้องการหนีสภาพอากาศหนาวจัดมาอยู่ภายใต้แสงแดด (Sea Sand Sun) ซึ่งสามารถทำงานทางไกล (Digital Nomad) ได้ตลอดปี

2569 ตั้งเป้า เพิ่มฐานสมาชิก 4,000 คน

โดยจะใช้ "ภูเก็ต" เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ดึงดูดลูกค้า ล่าสุดขณะนี้มีฐานสมาชิกในภูเก็ตกว่า 2,000 ราย โดย บริษัทฯ ได้เข้าร่วม “งานมหกรรมเรือนานาชาติแห่งประเทศไทย 2569” (Thailand International Boat Show 2026 - TIBS) งานแสดงเรือยอร์ชและซูเปอร์ยอร์ชที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่าง  15 – 18 มกราคม 2569 ณ ภูเก็ต ยอร์ช เฮเว่น มารีน่า จังหวัดภูเก็ต 

Thailand International Boat Show 2026 - TIBS

เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ และเป็นโอกาสดีในการขยายกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (UNHNWIs) นักธุรกิจ และเจ้าของซูเปอร์ยอร์ช ที่ต้องการหาบ้านหลังที่สองในเมืองชายทะเล โดยจับมือกับพันธมิตร เช่นโรงแรม 5 ดาวในภูเก็ตและใกล้เคียงที่พร้อมมอบแพคเกจพิเศษเฉพาะสมาชิก, ด้านท่องเที่ยว บริการรถเช่าจากสนามบิน ด้าน Health- Wellbeing นำเสนอสิทธิพิเศษ Wellness spa และโรงพยาบาลชั้นนำ เป็นต้น นอกจากนี้ สมาชิกที่พำนักในจังหวัดภูเก็ตและพังงาสามารถรับบริการ 90-Day Report (90-Day report delivery service) รวมถึงบริการเปิดบัญชีธนาคาร และการติดต่อทำใบขับขี่

ประเทศที่ครองอันดับหนึ่งด้านจำนวนสมาชิก Thailand Privilege Card ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต อันดับ 1 รัสเซีย อันดับ 2 สหราชอาณาจักร (UK) อันดับ 3 จีน ในขณะที่สมาชิก 10 สัญชาติหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย ไต้หวัน เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ฮ่องกง

Thailand International Boat Show 2026 - TIBS

เน้นสร้าง "New S-Curve" ปรับสมดุลโครงสร้างรายได้

นอกจากนี้ TPC กำลังมุ่งเน้นการสร้าง "New S-Curve" เพื่อปรับสมดุลโครงสร้างรายได้ โดยตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางอื่นนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่า (Non-Visa) ให้เติบโตขึ้นอีกเท่าตัว ซึ่งจากเดิมรายได้จากวีซ่าเคยสูงถึง 95% ปัจจุบันลดลงเหลือประมาณ 85% โดยมีกลยุทธ์การสร้างรายได้เพิ่มเติม

TPC  สิ่งที่ต้องทำคือการหา S-Curve ใหม่ การมองหาช่องทางในการลงทุน การช่องทางในการดูแลในเรื่องของสินทรัพย์ เพื่อที่จะสร้างรายได้พิเศษให้กับทาง Thailand Privilege Card เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาครับ 95% ของรายได้เ มาจากเรื่องของวีซ่า ตอนนี้สิ่งที่พยายามไปดูก็คือว่า จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มรายได้จาก Non-Visa เข้ามา ซึ่งปัจจุบัน จากเดิมที่อยู่ 95 เนี่ย ตอนนี้เราอยู่ประมาณ 85% ซึ่งถือว่าก็ดีขึ้น แต่เราต้องการให้บาลานซ์ตัวเลขที่เป็น Non-Visa เนี่ย โตขึ้นไปอีกเท่าตัวนี้ด้วย

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) TPC ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสินทรัพย์จากธนาคารชั้นนำระดับ Top 10 ของไทยจำนวน 2-3 ราย เพื่อเข้ามาดูแลการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น เนื่องจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจากเดิมที่เคยได้รับประมาณ 2% กว่า เหลือเพียง 1% กว่าในปัจจุบัน

ตอนนี้มีผู้บริหารสินทรัพย์มาดูแล เพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และยังมีเทรนด์ในการลงดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เราก็จะเอา Expert มาดูแล ผู้บริหารสินทรัพย์เนี่ยนะครับ 2-3 ราย ที่เป็นแบงค์ แบงค์ใหญ่ ๆ อันดับท็อปเท็นของประเทศไทยมาดูแล ก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็เริ่มมองหาโอกาสในการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ด้วย มองถึงทั้งระยะกลางและระยะยาว ซึ่งอาจจะเป็นบิสซิเนสที่ช่วงแรกอาจจะอะไรที่ถนัดก่อน หลังจากนั้นเนี่ยก็จะเริ่มอาจจะแตกไลน์ไปในธุรกิจที่มันเริ่มนอกเหนือไปจากนี้แล้ว แต่ก็จะดูเรื่องของผลตอบแทน ดูเรื่องความมั่นคง และก็อาจจะตอบสนองในเรื่องของไลฟ์สไตล์กับธุรกิจที่กับเมมเบอร์ที่มีอยู่ด้วย

บริษัทมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจที่บริษัทมีความถนัด ซึ่งก็คือ ด้านการบริการ ขณะนี้มีการจัดทำข้อเสนอ (Proposal) และอยู่ระหว่างรอการตีความและการอนุมัติเพื่อเริ่มดำเนินการ

ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และอัปเกรดสิทธิประโยชน์ (New Product & Upgrades) TPC มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product) และอัปเกรดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายและดึงดูดสมาชิกใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายการเติบโตภายใน (Internal Target) ที่ตั้งไว้ที่ประมาณ 20%

ปีนี้เองก็มีแผนในเรื่องของ New Product อยู่ และก็มีแพลนในเรื่องของการอัปเกรดสิทธิประโยชน์อะไรต่าง ๆ ซึ่งต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีด้วย  

 

ขณะเดียวกันการอัปเกรดสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เพื่อจูงใจสมาชิก พร้อมทั้งมีการรุกตลาดเชิงลึก (Sub-segment) และการหาตัวแทน (Agent) ในตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่างอินเดียและกลุ่มประเทศ GCC (กลุ่มประเทศอาหรับ) ซึ่งเป็นกลุ่ม High Spender ที่เน้นบริการเหนือระดับและต้องการมาตรฐานการดูแลที่เป็นเลิศ เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มจำนวนสมาชิก

อินเดีย กลุ่มประเทศ GCC แล้วก็เมียนมา  3 ประเทศนี้ผมมองว่าน่าสนใจ อินเดียเองมีขนาดประเทศที่ใหญ่มาก เรียกว่า population ใกล้เคียงกับจีน แต่ว่าเรายังมีตลาดที่น้อยมาก สมาชิกยังหลักร้อย ตอนนี้สิ่งที่เราพยายามคือเอเจนท์ที่จะช่วยเราขยายไปในอินเดียให้ได้  ซึ่งต้นเดือนเราก็จะมีการไปทำ roadshow ในอินเดีย 3 เมืองใหญ่ เช่นมุมไบ เดลี กัลกัตตา เช่นเดียวกับ GCC ก็ยังถือว่ามีลิมิตอยู่ในเชิงของจำนวนสมาชิก แล้วก็จำนวนของ ตัวแทนในพื้นที่เฉพาะ  

ปลดปล็อกกำเเพงวีซ่า

ผู้บริหาร TPC ระบุว่า ปัจจุบัน Thailand Privilege Card เผชิญกับสภาวะการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งจากโปรแกรมวีซ่าของต่างประเทศที่เน้นเรื่อง Residency Campaign และ Investment Visa รวมถึงความสนใจของรัฐบาลไทยในเรื่องการทำ Golden Passport

นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ความหลากหลายของประเภทวีซ่าภายในประเทศไทยเองก็ถือเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากปัจจุบันมีวีซ่าหลายรูปแบบ เช่น DTV Visa, LTR Visa, Retirement Visa, EEC Visa, Smart Visa และนโยบาย Visa Free ซึ่งนโยบายที่หลากหลายเหล่านี้อาจนำไปสู่ความซ้ำซ้อนในเรื่องสิทธิประโยชน์ (Benefit) ของกลุ่มเป้าหมาย

เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุด TPC จึงมีแนวคิดและข้อเสนอแนะในการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันการบูรณาการแบบ "Team Thailand"  เพื่อให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันจากหลายฝ่ายเพื่อจัดระเบียบวีซ่าประเภทต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ไม่ให้เกิดการ "ทับไลน์" หรือแย่งกลุ่มเป้าหมายกันเอง

กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

ในเชิงของการแข่งขันกับวีซ่าประเภทต่าง ๆ ก็ยังถือว่าสูงอยู่ วีซ่าต่างประเทศก็จะมีหลากหลายโปรแกรมที่ที่จัดออกมา แต่ประเทศไทยก็จะมีความวีซ่าหลากหลายประเภท ซึ่งนโยบายหลายอย่างก็เป็นจะเป็นความท้าทายอีกเหมือนกัน เราอาจจะต้องมาช่วยกันกระตุ้นในเรื่องของการผลักดันให้เกิดมีการบูรณาการในเรื่องของวีซ่าในประเทศไทย ไม่ให้มันเกิดการซ้ำซ้อนในเรื่องของผลประโยชน์ของกลุ่มเป้าหมาย วีซ่าของเรายังควรจะต้องมีการบูรณาการกันในหลายฝ่าย ว่า ทำออกมาแล้ว ประเทศได้ประโยชน์อะไรมากที่สุด ผมก็เห็นความพยายามของรัฐบาลในการที่จะทำให้มันมีการเกิดการบูรณาการขึ้น

กางแผน S-Curve ใหม่ Thailand Privilege Card ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 5 หมื่นล้าน

ปัจจุบัน Thailand Privilege Card ให้บริการบัตรสมาชิกทั้งหมด 5 ประเภท ประกอบด้วยสิทธิพิเศษที่แตกต่าง คือ สิทธิในการพำนักระยะยาวในประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 20 ปี+ ได้แก่

  • BRONZE อัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้น 650,000 บาท สำหรับอายุการเป็นสมาชิก 5 ปี
  • GOLD อัตราค่าธรรมเนียม 900,000 บาท อายุการเป็นสมาชิก 5 ปี พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 20 คะแนน
  • PLATINUM อัตราค่าธรรมเนียม 1.5 ล้านบาท อายุการเป็นสมาชิก 10 ปี พร้อมรับคะแนนสะสม ปีละ 35 คะแนน
  • DIAMOND อัตราค่าธรรมเนียม 2.5 ล้านบาท อายุการเป็นสมาชิก 15 ปี พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 55 คะแนน
  • RESERVE อัตราค่าธรรมเนียม 5 ล้านบาท อายุการเป็นสมาชิก 20 ปี+ และสามารถต่ออายุได้ครั้งละ 5 ปี พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 120 คะแนนบัตรสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับกลุ่ม Uira High Net Wort ที่จะได้รับการดูแลสูงสุดและบริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ