วันนี้(วันที่ 28 พ.ย.2568) นายรัชชพร พูนสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้หลายจังหวัดส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางหลักหมื่นล้านบาท ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ในชุมชนลดลง และเกิดภาวะขาดสภาพคล่องของผู้ประกอบการอย่างรุนแรง
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันในไตรมาส 4 ปีนี้และไตรมาส 1 ในปีหน้า โดยเฉพาะเทศกาลตรุษจีนซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญในการเดินทางท่องเที่ยวของตลาดต่างประเทศที่มีเชื้อสายจีน
เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน และประเทศจีน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องมีมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินการได้อย่างมีมาตรฐานโดยด่วน
สทท.จึงขอเสนอแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ในระยะเร่งด่วน เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบภายใน 60 วัน ให้ทันเทศกาลตรุษจีนต้นปีหน้า
จุดที่ต้องการให้ฟื้นฟูเร่งด่วนภายใน 45 วัน คือการซ่อมแซมถนนหลัก–รองที่ได้รับความเสียหาย ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า น้ำประปา อินเทอร์เน็ต ปรับปรุงสภาพแหล่งท่องเที่ยวจุดชมวิว แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้พร้อมรับบริการ และทำความสะอาดพื้นที่ท่องเที่ยวแบบบิ๊กคลีนนิ่ง (Big Cleaning)
นอกจากนี้ต้องการให้เร่งฟื้นฟูท่าเรือ และระบบขนส่ง ซ่อมแซมท่าเรือโดยสาร และท่าเรือท่องเที่ยว ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร และปรับปรุงระบบความปลอดภัยบริเวณท่าเรือ ขณะที่มาตรการด้านความปลอดภัย ต้องการให้ติดตั้งระบบเตือนภัยน้ำท่วม จัดตั้งจุดกู้ชีพ และหน่วยตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และจัดอบรมความปลอดภัยสำหรับผู้ประกอบการ
เสนอให้พักชำระหนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว 12 เดือน โดยพักชำระเงินต้น และดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 12 เดือนทุกธนาคารพาณิชย์ ไม่คิดดอกเบี้ยผิดนัด และไม่ถือเป็นข้อมูลลบในเครดิตบูโร และธนาคารสามารถนับเป็นสินเชื่อพิเศษไม่ถือเป็น NPL
ขณะเดียวกันต้องการให้จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการปรับปรุง และสภาพคล่อง ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 5 ปี ปลอดชำระเงินต้นปีแรก สำหรับวงเงินสูงสุดต่อราย โรงแรม 20–50 ล้านบาท บริษัททัวร์ ร้านอาหาร 5–10 ล้านบาท และธุรกิจเอสเอ็มอี ชุมชนท่องเที่ยว 1–2 ล้านบาท
ทั้งนี้เพื่อนำไปใช้สำหรับการซ่อมแซมอาคาร ลงทุนในอุปกรณ์ และเสริมสภาพคล่องหมุนเวียน โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือรัฐร่วมค้ำประกัน 100%
สำหรับตลาดในประเทศ เสนอให้จัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว “เที่ยวใต้ช่วยไทย” รัฐบาลสนับสนุนค่าโรงแรม และค่าเดินทาง โดยใช้หลักการเที่ยวไทยคนละครึ่งมาปฏิบัติตลอดระยะเวลา 6 เดือน
รัฐบาลสนับสนุนมาตรการทางด้านภาษีให้บริษัทที่เดินทางประชุม และสัมมนาไปในพื้นที่ประสบภัย โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่าของค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 6 เดือน และส่งเสริมการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวทุกเดือนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569
ส่วนตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน เสนอให้จัดแคมเปญ “THAILAND is Ready” ร่วมมือสายการบินเพิ่มเที่ยวบินช่วงตรุษจีน โฆษณาเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลจีน และจัดเมกะแฟมทริป เชิญสื่อ–KOL จากประเทศกลุ่มเป้าหมายลงพื้นที่
ควบคู่กับแผนฟื้นความเชื่อมั่น จัดทำแดชบอร์ด (Dashboard) รายงานการฟื้นฟูแบบ Real-time และรายงานความพร้อมให้ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ฝึกอบรมทักษะบริการ ภาษาจีน–อังกฤษ ฝึกอบรมความปลอดภัย และการปฐมพยาบาล และออกมาตรการเยียวยารายได้แรงงานระหว่างฟื้นฟู โดยรัฐบาลประกาศยกเว้นเงินประกันสมทบจากนายจ้างและลูกจ้าง 6 เดือน
จัดตั้งศูนย์บัญชาการฟื้นฟูการท่องเที่ยว (TRCC) บูรณาการหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) การท่าอากาศยาน ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และสมาคมผู้ประกอบการในพื้นที่
โดยมีระบบติดตาม และประเมินผล เป็นตัวชี้วัดรายสัปดาห์ เช่น การเปิดบริการโรงแรม จำนวนผู้ได้รับ Soft Loan ความคืบหน้าซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกสัปดาห์
ข้อเสนอของ สทท. ต่อ ครม. ขอให้พิจารณาเห็นชอบในแผนยุทธศาสตร์ หลักๆ แล้วจะครอบคลุมแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวภายใน 90 วัน อนุมัติมาตรการพักชำระหนี้ 12 เดือนสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว อนุมัติโครงการ Soft Loan ดอกเบี้ยไม่เกิน 2% ระยะเวลา 5 ปี
อนุมัติงบประมาณในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และแคมเปญตลาด และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์บัญชาการฟื้นฟู
ทั้งนี้ ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับด้านเศรษฐกิจคือ ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาเปิดไม่น้อยกว่า 80–100% ภายใน 60 วัน รายได้ท่องเที่ยวช่วงตรุษจีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องเพียงพอ ลดความเสี่ยงล้มละลาย
ขณะที่ด้านสังคมและแรงงาน มีแรงงานกลับเข้าสู่การทำงานมากกว่า 90% ชุมชนท่องเที่ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ และด้านภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความมั่นใจแก่ตลาดต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยหลังเกิดภัยพิบัติ และสร้างภาพลักษณ์ “Thailand is Ready” พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง