thansettakij
thansettakij
เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างฐานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ หลังแตกหักมหากิจศิริ

เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างฐานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ หลังแตกหักมหากิจศิริ

21 ต.ค. 69 | 09:46 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ต.ค. 69 | 09:59 น.

เนสท์เล่ทุ่ม 2.3 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ในไทย ใช้ AI และหุ่นยนต์ยกระดับการผลิต ตั้งเป้าจ้างงานกว่า 500 ตำแหน่ง พร้อมซื้อวัตถุดิบไทยปีละ 4,300 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • เนสท์เล่ลงทุน 23,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ “House of NESCAFÉ Thailand” ที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จ.สมุทรปราการ
  • โรงงานใหม่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ เพื่อเป็นฐานการผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของเนสท์เล่ทั่วโลก
  • โครงการนี้จะสร้างงานกว่า 500 ตำแหน่ง จัดซื้อวัตถุดิบในประเทศปีละ 4,300 ล้านบาท และคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2571

เนสท์เล่เดินหน้าลงทุน 23,000 ล้านบาท ก่อสร้าง “House of NESCAFÉ Thailand” โรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ จ.สมุทรปราการ ชูเทคโนโลยี AI หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ตั้งเป้าเป็นหนึ่งในฐานผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุดของเนสท์เล่ทั่วโลก พร้อมสร้างงานกว่า 500 ตำแหน่ง และจัดซื้อวัตถุดิบจากไทยปีละ 4,300 ล้านบาท คาดเริ่มผลิตครึ่งหลังปี 2571

เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างฐานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่

เนสท์เล่เริ่มโครงการก่อสร้างและจัดพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ “House of NESCAFÉ Thailand” ในประเทศไทย ด้วยมูลค่าการลงทุน 23,000 ล้านบาท ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ โดยโรงงานแห่งนี้จะเป็นหนึ่งในฐานการผลิตกาแฟที่ล้ำสมัยที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก เพื่อรองรับความต้องการบริโภคกาแฟที่เพิ่มขึ้น เสริมศักยภาพการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างการเติบโตของธุรกิจกาแฟในระยะยาว

 

เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างฐานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ หลังแตกหักมหากิจศิริ

 

โครงการดังกล่าวประกอบด้วยโรงงานผลิตกาแฟ ศูนย์กระจายสินค้าที่ทันสมัย และศูนย์นวัตกรรมกาแฟ (Coffee Innovation Center) โดยจะผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟหลากหลายประเภท ทั้งกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคทั้งการดื่มกาแฟที่บ้าน ระหว่างเดินทาง และนอกบ้าน

ชู AI-หุ่นยนต์ ยกระดับฐานผลิตกาแฟ

นายเรมี เอเจล รองประธานกรรมการบริหารและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ โซนเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา (AOA) กล่าวว่า ธุรกิจกาแฟเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก ขณะที่เนสกาแฟเป็นหนึ่งในแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับโลก และเป็นแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ของไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดกาแฟที่ใหญ่ที่สุดและมีความเคลื่อนไหวมากที่สุดของบริษัท

 

นายเรมี เอเจล รองประธานกรรมการบริหารและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ โซนเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา (AOA)

 

การลงทุนในโรงงานแห่งใหม่จะช่วยให้เนสท์เล่รองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมสะท้อนความเชื่อมั่นต่ออนาคตของประเทศไทย และความมุ่งมั่นที่มีต่อประเทศ อุตสาหกรรมกาแฟไทย และชุมชนที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่

สำหรับจุดเด่นของโรงงานแห่งใหม่นี้ คือการนำเทคโนโลยีการผลิตกาแฟที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสท์เล่มาใช้ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติขั้นสูงตลอดกระบวนการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีการสกัดกาแฟและการกักเก็บกลิ่นหอมที่ทันสมัย เพื่อรักษาคุณภาพ ความสดใหม่ และกลิ่นหอมของผลิตภัณฑ์กาแฟ

ขณะเดียวกัน ศูนย์กระจายสินค้าภายในโครงการจะเชื่อมโยงกระบวนการผลิต การจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติ การจัดเตรียมสินค้าตามคำสั่งซื้อ และการจัดส่งออกจากคลังแบบเรียลไทม์ โดยใช้ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติสำหรับจัดเก็บและเรียกคืนสินค้า (Automated Storage and Retrieval System: ASRS)

ซึ่งรองรับการจัดเก็บสินค้าได้มากกว่า 100,000 พาเลท การใช้ระบบอัตโนมัติและ AI จะช่วยประสานการทำงานในแต่ละขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการกระจายสินค้า พร้อมยกระดับคุณภาพการดำเนินงานและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท

เดินหน้าสู่โรงงานยั่งยืน ใช้ไฟฟ้าหมุนเวียน 100%

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของโรงงานแห่งใหม่คือการออกแบบระบบการดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% การใช้เชื้อเพลิงชีวมวล และระบบนำความร้อนกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีอื่น ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการขยะเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขยะฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) และระบบหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภายในโรงงาน โครงการยังจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมกาแฟ (Coffee Innovation Center) เพื่อพัฒนาวัตถุดิบคุณภาพสูง คิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ และขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมกาแฟของประเทศไทย

สร้างงานกว่า 500 ตำแหน่ง รับซื้อวัตถุดิบไทยปีละ 4,300 ล้านบาท

ด้านการจ้างงาน โรงงานแห่งใหม่จะสร้างตำแหน่งงานมากกว่า 500 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและแรงงานที่มีทักษะระดับกลางถึงระดับสูง พร้อมเปิดโอกาสให้พนักงานพัฒนาทักษะและความสามารถเพื่อรองรับการทำงานในอนาคต รวมถึงฝึกฝนการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ขณะเดียวกัน เนสท์เล่มีแผนจัดซื้อวัตถุดิบและวัสดุจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ในประเทศไทย มูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมเมล็ดกาแฟ น้ำตาล น้ำนมดิบ และวัสดุที่ใช้ในการผลิต เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

 

เนสท์เล่ ทุ่ม 2.3 หมื่นล้าน สร้างฐานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ หลังแตกหักมหากิจศิริ

 

เนสท์เล่ยังเป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้าของไทยรายใหญ่มาเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ การมอบต้นกล้ากาแฟคุณภาพสูง และการส่งเสริมการขยายพื้นที่เพาะปลูกกาแฟไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า โรงงานแห่งใหม่นี้จะเป็นหนึ่งในฐานการผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุดของเนสท์เล่ในระดับโลก และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย ทั้งจากการผลิตสินค้าคุณภาพสูงสำหรับผู้บริโภค การสร้างงานในท้องถิ่น และการสนับสนุนเกษตรกรกับซัพพลายเออร์ไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิต

 

นายนิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า

 

นายนิคิลกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพันธมิตรทางธุรกิจ สำหรับการสนับสนุนการจัดตั้งโรงงานแห่งใหม่ พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะร่วมสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย

รัฐบาลย้ำพร้อมหนุนลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรองประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า โรงงานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างองค์กรระดับโลกกับรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนโอกาสให้เกิดการลงทุนจริง และแสดงถึงความพร้อมของประเทศไทยในการต้อนรับการลงทุน อำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรองประธานกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

 

รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบ โดยเฉพาะการลงทุนที่นำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสู่ประเทศ พัฒนาทักษะแรงงาน และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว

พิธีวางศิลาฤกษ์ครั้งนี้มีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจเข้าร่วม ได้แก่ นายฟาบรีซ ฟีลีเย เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะที่ปรึกษาเนสท์เล่ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และตลาดเกิดใหม่ ระดับภูมิภาคเอเชีย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด

ทั้งนี้ การก่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ “House of NESCAFÉ Thailand” ได้เริ่มดำเนินการแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2571 การลงทุนครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มกำลังการผลิตกาแฟของเนสท์เล่ในประเทศไทย แต่ยังเป็นการวางรากฐานด้านเทคโนโลยี การจ้างงาน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจกาแฟในระยะยาว