thansettakij
thansettakij
กขค. เร่งสอบ "เนสท์เล่" ปม “มหากิจศิริ” ร้อง ใช้อำนาจเหนือตลาด–ขัดขวางการค้า

กขค. เร่งสอบ "เนสท์เล่" ปม “มหากิจศิริ” ร้อง ใช้อำนาจเหนือตลาด–ขัดขวางการค้า

08 ต.ค. 69 | 08:17 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ต.ค. 69 | 08:17 น.

กขค. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณี “ประยุทธ มหากิจศิริ” ยื่นร้องเรียนกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ อ้างเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ทั้งมาตรา 50 และมาตรา 57 ลุยตรวจสอบพฤติการณ์-ขอบเขตตลาด-อำนาจเหนือตลาด ก่อนเสนอคณะกรรมการ กขค. พิจารณาตามขั้นตอน

KEY

POINTS

  • กขค. กำลังตรวจสอบข้อร้องเรียนของนายประยุทธ มหากิจศิริ ที่กล่าวหาว่ากลุ่มบริษัทเนสท์เล่ใช้อำนาจเหนือตลาดและขัดขวางการดำเนินธุรกิจ
  • ข้อกล่าวหาหลักคือการกระทำที่อาจฝ่าฝืน พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า มาตรา 50 (การใช้อำนาจเหนือตลาด) และมาตรา 57 (การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม)
  • ปัจจุบันสำนักงานฯ อยู่ในขั้นตอนรวบรวมหลักฐานและวิเคราะห์ขอบเขตตลาดเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 1 เดือนก่อนเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณา

แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากกรณีที่ นายประยุทธ มหากิจศิริ ได้ขอยื่นหนังสือร้องเรียนกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ กรณีกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 (มาตรา 50 และมาตรา 57) ตอนนี้ทางสำนักงานฯ อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น 

กขค. เร่งสืบค้น ขอบเขตตลาด-พฤติกรรม

แหล่งข่าวจาก กขค. ระบุว่า ในทางปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย สำนักงานฯ จะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างละเอียด โดยมีโจทย์สำคัญที่ต้องพิจารณาหลายประการ ได้แก่ พฤติการณ์และห้วงเวลา โดยต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังมีความผูกพันทางสัญญาหรือข้อตกลงทางการค้าต่อกันอย่างไร

ขอบเขตตลาด สำนักงานฯ ต้องวิเคราะห์ขอบเขตตลาดที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน อาทิ ตลาดกาแฟ สินค้าอุปโภคบริโภค หรือตลาดรับจ้างผลิต (OEM) เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า บริษัทผู้ถูกร้องมี "อำนาจเหนือตลาด" ตามนิยามของกฎหมายจริงหรือไม่

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ประเด็นคำร้องดังกล่าวมียื่นเรื่องเข้ามาเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเคยมีการพิจารณาตัดสินไปแล้วบางส่วน ทว่าผู้ร้องได้ยื่นคำร้องซ้ำเข้ามาอีกครั้ง โดยขอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาความผิดใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. มาตรา 50 คือ การใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม โดยผู้ร้องอ้างว่า บริษัทคู่กรณีเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด และใช้อำนาจดังกล่าวในลักษณะขัดขวางหรือจำกัดการดำเนินธุรกิจของผู้ร้อง 

2. มาตรา 57 การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อ้างการใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าในการกดดันหรือสร้างเงื่อนไขทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมแก่คู่ค้า

ทั้งนี้ หากสำนักงานฯ ตั้งเรื่องพิจารณาเป็นคดีความผิดตามมาตรา 50 กระบวนการจะต้องมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนทางอาญา เนื่องจากเป็นฐานความผิดที่มีโทษทางอาญาและมีรายละเอียดซับซ้อน

รื้อเกณฑ์ใหม่ บอร์ด กขค. สั่งส่งทุกเคสปัดฝุ่นกลั่นกรอง

นอกจากนี้มีรายงานว่า กขค.ได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานและเกณฑ์การรับเรื่องร้องเรียนใหม่ เพื่อเพิ่มความรอบคอบในการกำกับดูแลจากเดิมที่ สำนักงานฯ จะส่งเรื่องให้บอร์ดพิจารณาเฉพาะกรณีที่เห็นควรสั่งยกคำร้องเท่านั้น หากรับเป็นคดีสำนักงานฯ จะดำเนินการสอบสวนเองก่อน

ขณะที่ระเบียบใหม่กำหนดให้ ทุกเรื่องร้องเรียนที่เข้ามาเห็นควรรับหรือไม่รับเป็นคดี ต้องเสนอเรื่องให้บอร์ด กขค. พิจารณากลั่นกรองล่วงหน้าทั้งหมด เพื่อให้คณะกรรมการได้ร่วมประเมินความเหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับแนวโน้มของกรณีนี้ คาดว่าจะใช้เวลาในการรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นอีกราว 3 สัปดาห์ หรืออาจจะใช้ระยะเป็นเดือน ก่อนจะสามารถนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด กขค. เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป