thansettakij
thansettakij
‘เนสท์เล่’ โต้ตัดขาดมหากิจศิริ ยุติสัญญา QCP ชอบด้วยกฎหมาย

‘เนสท์เล่’ โต้ตัดขาดมหากิจศิริ ยุติสัญญา QCP ชอบด้วยกฎหมาย

08 ต.ค. 69 | 03:23 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ต.ค. 69 | 03:24 น.

เนสท์เล่ ย้ำเป็นเจ้าของแบรนด์ “เนสกาแฟ” แต่เพียงผู้เดียว ยุติสัญญาร่วมทุน QCP ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เกี่ยวจำกัดการแข่งขันทางการค้า หลังครอบครัวมหากิจศิริ ยื่นร้องกขค.

KEY

POINTS

  • เนสท์เล่ยืนยันการยุติสัญญาร่วมทุนกับบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส (QCP) ของตระกูลมหากิจศิริ เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้รับการตัดสินชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและศาลสูงสิงคโปร์
  • ผลจากการสิ้นสุดสัญญา ทำให้ QCP หมดสิทธิ์ในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "เนสกาแฟ" ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568
  • เนสท์เล่ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าการยุติสัญญาเป็นการจำกัดการแข่งขันทางการค้า โดยชี้แจงว่าเป็นไปตามข้อตกลงทางธุรกิจที่สิ้นสุดลง ไม่ใช่การใช้อำนาจเหนือตลาด
  • ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ของไทยได้มีคำสั่งยืนยันสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของเนสท์เล่ในการใช้เครื่องหมายการค้า "เนสกาแฟ" ในประเทศไทย

หลังจากที่นายประยุทธ มหากิจศิริ เจ้าพ่อเนสกาแฟ ได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อร้องเรียนกลุ่มบริษัทเนสท์เล่ ว่าฝ่าฝืนพ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ล่าสุด “เนสท์เล่” ได้ออกมายืนยันว่า การยุติสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ QCP เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ได้รับคำตัดสินชี้ขาดจากคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

เจาะลึกคำตัดสินศาลและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ

ข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับการยุติสัญญาร่วมทุน Quality Coffee Products (QCP) ระหว่างบริษัท เนสท์เล่ และอดีตพันธมิตรร่วมทุนอย่างครอบครัวมหากิจศิริ ได้เดินทางมาถึงบทสรุปในทางกฎหมายที่ชัดเจนและมีผลผูกพันอย่างสมบูรณ์ หลังจากผ่านกระบวนการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและระบบศาลหลายแห่ง

เนสกาแฟ

จุดเริ่มต้นของความชัดเจนในเชิงกฎหมายเกิดขึ้นจากการที่ คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ได้มีคำชี้ขาดว่าการสิ้นสุดของสัญญาร่วมทุน QCP เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นั้น เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ต่อมาเมื่อมีการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการของ ศาลสูงประเทศสิงคโปร์ ศาลก็ได้มีคำพิพากษายืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ส่งผลให้คำตัดสินดังกล่าวถือเป็นอันสิ้นสุด ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกต่อไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

1 ม.ค. 68 โรงงาน QCP หยุดผลิตเนสกาแฟ

ผลจากการชี้ขาดที่เป็นที่สุดนี้ ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา บริษัท QCP หมดสิทธิ์โดยสิ้นเชิงในการผลิต จำหน่าย หรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ "เนสกาแฟ" (NESCAFÉ)

การที่ QCP ไม่สามารถผลิตสินค้าได้อีกต่อไปจึงเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการสิ้นสุดของสัญญาตามข้อตกลงทางกฎหมาย มิใช่พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมหรือการใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อจำกัดการแข่งขันทางการค้าตามที่มีการตั้งข้อสังเกต

นอกจากกระบวนการอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศแล้ว ในส่วนของระบบศาลภายในประเทศไทย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้มีคำสั่งยืนยันสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ในการใช้เครื่องหมายการค้า "เนสกาแฟ" ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การจำหน่าย หรือการนำเข้าผลิตภัณฑ์

โรงงานผลิตเนสกาแฟ

ขณะเดียวกัน คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่งมีนบุรี ที่เคยมีคำสั่งห้ามไม่ให้เนสท์เล่ผลิต จำหน่าย หรือนำเข้าผลิตภัณฑ์เนสกาแฟก่อนหน้านี้นั้น ก็ได้ถูกเพิกถอนไปโดยสิ้นเชิงโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งคำตัดสินในการเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวถือเป็นที่สุดและไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกเช่นกัน ส่งผลให้สิทธิ์ในการดำเนินธุรกิจเนสกาแฟของเนสท์เล่ในประเทศไทยมีความถูกต้อง ชัดเจน และปราศจากข้อแย้งทางกฎหมายโดยสิ้นเชิง

ปฏิเสธข้อกล่าวหาจำกัดการแข่งขันทางการค้า

ประเด็นเรื่องการจำกัดการแข่งขันทางการค้าถือเป็นหัวใจสำคัญที่เนสท์เล่ได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา การสิ้นสุดลงของสัญญารร่วมทุน QCP ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจผูกขาดหรือการตีกรอบเพื่อกีดกันคู่แข่งในตลาดกาแฟ หากแต่เป็นการยุติความสัมพันธ์ตามสัญญาธุรกิจที่หมดอายุและได้รับการรับรองความถูกต้องจากสถาบันตุลาการระดับสากล

เนสท์เล่มั่นใจว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา บริษัทได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาร่วมทุน QCP และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยอย่างเคร่งครัดและครบถ้วน สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) และจริยธรรมทางธุรกิจ การบังคับใช้สิทธิ์ตามสัญญาและการปกป้องเครื่องหมายการค้าของตนเองจึงเป็นกระบวนการทางธุรกิจปกติที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

สำหรับกรณีที่อาจมีการฟ้องร้องหรือการดำเนินคดีทางกฎหมายเพิ่มเติมจากอดีตพันธมิตรร่วมทุน QCP ในอนาคต เนสท์เล่ได้แสดงความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายผ่านช่องทางและกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม โดยมีความเชื่อมั่นในพยานหลักฐาน คำตัดสินของศาลที่ผ่านมา และความชอบธรรมในการดำเนินงานของบริษัท

เนสท์เล่ เนสกาแฟ

ยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาว

นอกเหนือจากมิติทางกฎหมาย ข้อพิพาทดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจระยะยาวของเนสท์เล่ในประเทศไทย โดยบริษัทยังคงเดินหน้าแผนการสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ซึ่งจะติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและภูมิภาค

การลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่นี้นอกจากจะเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นของเนสท์เล่ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างงาน การจ้างแรงงานในพื้นที่ และการยกระดับทักษะแรงงานไทยให้สอดรับกับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่

ในภาคส่วนของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เนสท์เล่ยืนยันความมุ่งมั่นในการรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ การส่งเสริมเกษตรกรไทยไม่เพียงแต่เป็นการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและรายได้ของเกษตรกรในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ฟ้องเรียกค่าเสียหายแสนล้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายประยุทธ มหากิจศิริ ในฐานะโจทก์ที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คดีหมายเลขดำที่ ทป.92/2568 ซึ่งเป็นคดีที่ฝ่ายตระกูลมหากิจศิริรวม 3 คน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท เนสท์เล่ เอส.เอ. กับพวกรวม 6 คน เรียกค่าเสียหายฐานละเมิดเป็นเงินรวมประมาณ 100,000 ล้านบาท จากข้อพิพาทเรื่องกิจการผลิตกาแฟสำเร็จรูปของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP)

ในคำแถลงปิดคดีนายประยุทธ์ ได้ระบุถึงที่มาของข้อพิพาทว่า QCP เป็นบริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งเมื่อปี 2533 โดยตระกูลมหากิจศิริและเนสท์เล่ถือหุ้นฝ่ายละ 50% เพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปภายใต้เครื่องหมายการค้า "เนสกาแฟ" ในประเทศไทยมากว่าสามทศวรรษ

ต่อมาในปี 2564 เนสท์เล่ได้แจ้งบอกเลิกสัญญาให้สิทธิผลิต โดยสัญญาสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นปี 2567 จนนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายหลายคดีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งฝ่ายมหากิจศิริเคยขอให้ศาลแพ่งมีนบุรีมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามเนสท์เล่ผลิต นำเข้า จำหน่ายสินค้าเนสกาแฟในไทยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ก่อนที่ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ จะมีคำสั่งให้เนสท์เล่กลับมาดำเนินการได้เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568