
'เนสท์เล่' แจงข้อพิพาท 'มหากิจศิริ' ประกาศพร้อมสู้ทุกคดี ลงทุนเพิ่มกว่า 3 หมื่นล้าน
เนสท์เล่เปิดปมข้อพิพาท QCP ย้ำพร้อมสู้ทุกคดี หลัง “มหากิจศิริ” เดินหน้าฟ้องร้องอย่างน้อย 7 คดี ทั้งเรียกค่าเสียหาย 1 แสนล้านบาท ปมค่าธรรมเนียมจัดจำหน่าย-การตลาด และการบริหาร QCP ขณะที่คดียังอยู่ระหว่างกระบวนการศาล พร้อมเดินหน้าลงทุนไทยเกือบ 3 หมื่นล้านบาท สร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่ คาดเริ่มผลิตปี 2571
KEY
POINTS
- เนสท์เล่ชี้แจงข้อพิพาทกับตระกูลมหากิจศิริหลังสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนผลิตเนสกาแฟ ยืนยันพร้อมต่อสู้คดีความที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
- เนสท์เล่ประกาศลงทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งจะเปิดดำเนินการในปี 2571
- ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างสองฝ่ายยังไม่สิ้นสุด โดยมีคดีฟ้องร้องในไทยอย่างน้อย 7 คดี แม้กระบวนการอนุญาโตตุลาการจะชี้ขาดให้เนสท์เล่เป็นฝ่ายชนะเรื่องการยุติสัญญาแล้ว
'เนสท์เล่' แจงพร้อมสู้ทุกคดีกับ 'ตระกูลมหากิจศิริ'
14 กันยายน 2569 เนสท์เล่ เปิดความคืบหน้าธุรกิจกาแฟในประเทศไทย หลังสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนกับ "ตระกูลมหากิจศิริ" ในบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส หรือ QCP ยืนยันการยุติสัญญาเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดและผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการและศาลสิงคโปร์ พร้อมเดินหน้าลงทุนเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่ นิคมอุตสาหกรรมอาระยะ จังหวัดสมุทรปราการ เตรียมเปิดดำเนินการปี 2571 รองรับการผลิตเนสกาแฟในไทย
ผู้บริหารเนสท์เล่ไทย ระบุว่า ปัจจุบันข้อพิพาทระหว่างเนสท์เล่กับตระกูลมหากิจศิริยังไม่สิ้นสุด มีคดีและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 7 คดี แบ่งเป็นคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง 2 คดี คดีที่เกี่ยวข้องกับการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 คดี และคดีฟ้องร้องอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการในชั้นศาลประมาณ 3-4 คดี โดยสถานะของแต่ละคดีแตกต่างกัน บางคดีมีการถอนฟ้องหรือถูกยกฟ้องแล้ว ขณะที่บางคดียังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
ประกาศการลงทุนเพิ่มเกือบ 30,000 ล้านบาท
เนสท์เล่ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 130 ปี ปัจจุบันมีโรงงานในประเทศไทย 8 แห่ง และในช่วงปี 2561-2568 ได้ลงทุนในประเทศไทยมากกว่า 27,800 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 ได้ประกาศการลงทุนเพิ่มเติมเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ
การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมการจัดตั้งโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมอาระยะ จังหวัดสมุทรปราการ และการขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง การลงทุนใหม่จะใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทยในสัดส่วนสูง และสร้างการจ้างงานในท้องถิ่นหลายร้อยตำแหน่ง โดยเฉพาะโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571 และมีการจ้างงานมากกว่า 500 ตำแหน่ง
แจงเนสกาแฟอยู่ไทยกว่า 50 ปี ก่อนสิ้นสุดสัญญา QCP
สำหรับธุรกิจกาแฟ เนสท์เล่ระบุว่า “เนสกาแฟ” ก่อตั้งขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2481 และเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมานานกว่า 50 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์กาแฟที่ได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากผู้บริโภคไทย ต่อมาเนสท์เล่ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ QCP เพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยสัญญาร่วมทุนเริ่มต้นในปี 2533 และเนสท์เล่ร่วมทุนกับครอบครัวมหากิจศิริในสัดส่วน 50:50
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว เนสท์เล่เป็นผู้บริหารกิจการของ QCP ซึ่งครอบคลุมการผลิต การจำหน่าย และการทำตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ขณะที่เนสท์เล่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในกระบวนการผลิต
การเจรจาล้มเหลวก่อนสิ้นสุดสัญญา
เนสท์เล่ระบุว่า สัญญาร่วมทุนมีการกำหนดระยะเวลาไว้อย่างชัดเจน และสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 โดยก่อนถึงกำหนดสัญญา บริษัทได้หารือกับนายประยุทธ มหากิจศิริ เพื่อหาแนวทางและเงื่อนไขสำหรับการดำเนินธุรกิจร่วมกันต่อไป แต่ผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ จึงนำไปสู่การสิ้นสุดสัญญาตามกำหนด
หลังสัญญาสิ้นสุด QCP ไม่มีสิทธิผลิตสินค้าเนสกาแฟอีกต่อไป และหยุดการผลิต ขณะที่พนักงานของ QCP ที่ยังคงอยู่ได้รับเงินเดือนต่อเนื่อง แม้โรงงานจะหยุดการผลิตแล้ว ส่วนกรรมการผู้จัดการ QCP ลาออกในเดือนมกราคม 2569 เพื่อไปหาโอกาสทางอาชีพใหม่
อนุญาโตตุลาการชี้เนสท์เล่ชนะ ศาลสิงคโปร์ยืนตามคำชี้ขาด
จากนั้นได้มีการนำประเด็นการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยวันที่ 20 ธันวาคม 2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดสุดท้ายให้เนสท์เล่เป็นฝ่ายชนะ สาระสำคัญของคำชี้ขาดระบุว่า หนังสือบอกเลิกสัญญาของเนสท์เล่มีผลสมบูรณ์ และสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2567 พร้อมให้นายประยุทธ มหากิจศิริรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ รวมถึงค่าใช้จ่ายทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้แก่เนสท์เล่ และยกข้อโต้แย้งทั้งหมดของนายประยุทธ
ต่อมานายประยุทธได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสิงคโปร์ โดยอ้างอิงเงื่อนไขในสัญญาที่กำหนดให้ข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นอยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษายืนตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ส่งผลให้การยุติสัญญาร่วมทุนได้รับการยืนยันตามกระบวนการดังกล่าว เนสท์เล่ระบุว่า ในเดือนเมษายน 2569 นายประยุทธได้ชำระค่าใช้จ่ายตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ พร้อมดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้องให้แก่เนสท์เล่เป็นจำนวนเกือบ 200 ล้านบาท
ข้อพิพาทอย่างน้อย 7 คดี ยังมีคดีอยู่ระหว่างพิจารณา
แม้ประเด็นการสิ้นสุดสัญญาร่วมทุนจะได้รับการยืนยันจากกระบวนการอนุญาโตตุลาการและศาลสิงคโปร์แล้ว แต่ข้อพิพาทด้านค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และผลกระทบจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ยังคงมีการดำเนินคดีในประเทศไทย
เนสท์เล่ระบุว่า ปัจจุบันมีคดีและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 7 คดี โดยในจำนวนนี้มี 2 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
อีก 1 คดีเป็นเรื่องการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และมีคดีฟ้องร้องอื่น ๆ ประมาณ 3-4 คดีที่อยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการในชั้นศาล สถานะของคดีแต่ละเรื่องแตกต่างกัน บางคดีมีการถอนฟ้องหรือถูกยกฟ้องแล้ว ขณะที่คดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น ข้อกล่าวหาและข้อเรียกร้องของคู่ความในแต่ละคดียังไม่อาจถือเป็นข้อยุติทางกฎหมาย
ปมค่าธรรมเนียมจัดจำหน่าย-การตลาดยังมีคดีค้าง
อีกประเด็นสำคัญของข้อพิพาทอยู่ที่ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายด้านการตลาดระหว่าง QCP กับเนสท์เล่ (ไทย)เนสท์เล่ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงด้านการจัดจำหน่าย ซึ่งนายประยุทธ มหากิจศิริ ลงนามร่วมในปี 2536 และอยู่ภายใต้กฎหมายอังกฤษ โดยการคำนวณค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเป็นไปตามแนวปฏิบัติที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายใช้ร่วมกันมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และสอดคล้องกับมาตรฐานการบัญชีสากล งบการเงินของ QCP ได้รับการอนุมัติและลงนามรับรองเป็นประจำทุกปีโดยผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีผู้แทนจากเนสท์เล่และครอบครัวมหากิจศิริในสัดส่วนเท่ากัน
อย่างไรก็ตาม หลังเนสท์เล่แจ้งยุติสัญญาร่วมทุน นายประยุทธได้เสนอการตีความข้อตกลงด้านการจัดจำหน่ายในแนวทางใหม่ และโต้แย้งเกี่ยวกับการคำนวณค่าธรรมเนียม รวมถึงกล่าวหาว่ามีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสูงเกินจริง ประเด็นดังกล่าวมีการดำเนินคดีและกระบวนการทางกฎหมายหลายครั้ง โดยบางคดีมีการถอนฟ้องหรือถูกยกฟ้อง ขณะที่บางคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และเป็นส่วนหนึ่งของคดีอย่างน้อย 7 คดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท QCP
คดีเรียกค่าเสียหาย 2.2 หมื่นล้านบาท ยังอยู่ระหว่างพิจารณา
หนึ่งในคดีสำคัญคือคดีหมายเลขดำ ทป.98/2568 ซึ่งนายเฉลิมชัย มหากิจศิริยื่นฟ้อง โดยอ้างประเด็นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตลาดและการจัดจำหน่ายสูงเกินจริง รวมถึงการเรียกเก็บเงินสำหรับบริการที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเรียกค่าเสียหาย 21,975,785,998.90 บาท และเงินวันละ 8 ล้านบาทจนกว่าการกระทำที่ถูกกล่าวหาจะยุติ
คดีดังกล่าวมีการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเกี่ยวกับการกำกับดูแล QCP ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และมีกำหนดสืบพยานในช่วงเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน 2569 คดีนี้เป็นหนึ่งใน 2 คดีที่ยังแอคทีฟอยู่ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาและข้อเรียกร้องในคดีดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล จึงยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเนสท์เล่กระทำผิดตามข้อกล่าวหา
คดี 1 แสนล้านบาท นัดฟังคำพิพากษา 21 ธ.ค.นี้
ขณะที่อีกคดีสำคัญคือคดีหมายเลขดำ ทป.92/2568 ซึ่งนายประยุทธ มหากิจศิริ นางสุวิมล มหากิจศิริ และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง Nestlé S.A. บริษัทในเครือเนสท์เล่ในประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ QCP รวม 6 คน เรียกค่าเสียหายรวม 100,000 ล้านบาท โจทก์อ้างข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดและการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต รวมถึงข้อกล่าวหาว่าเนสท์เล่และบริษัทในเครือพยายามบังคับให้ครอบครัวมหากิจศิริขายหุ้นใน QCP และไม่ปฏิบัติตามหน้าที่บางประการตามสัญญาร่วมทุน
คดีนี้เคยมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวห้ามบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผลิต จำหน่าย และนำเข้าเนสกาแฟในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว หลังจากนั้นเพียง 8 วัน เนสท์เล่ได้รับคำสั่งจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ โดยศาลยืนยันสิทธิของเนสท์เล่ในการใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลได้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่ห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ และการสืบพยานในคดีเสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม 2569
ล่าสุดวันที่ 4 กันยายน 2569 นายประยุทธในฐานะโจทก์ที่ 3 ได้ยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดี โดยประเด็นที่ศาลต้องพิจารณาครอบคลุมอำนาจฟ้องและการใช้สิทธิฟ้องโดยสุจริต อายุความ การกระทำละเมิดของจำเลย และจำนวนค่าเสียหาย คดีนี้เป็นอีกหนึ่งคดีที่อยู่ในกลุ่มคดีฟ้องร้องซึ่งยังดำเนินอยู่ในชั้นศาล โดยศาลกำหนดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 ดังนั้น ขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดในค่าเสียหายตามที่ฟ้อง
เนสท์เล่ฟ้องกลับเกือบ 600 ล้าน
จากผลกระทบของคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเนสกาแฟ เนสท์เล่ระบุว่า บริษัทได้ดำเนินการตามช่องทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้า และต่อมาได้ยื่นฟ้องนายประยุทธ นางสุวิมล และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพื่อเรียกค่าเสียหายเกือบ 600 ล้านบาท
คดีดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งคดีที่อยู่ในกลุ่มคดีฟ้องร้องซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการในชั้นศาล โดยเนสท์เล่ระบุว่า การดำเนินคดีเป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการทางกฎหมาย หลังเกิดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวนอกจากนี้ ในปี 2568 นายประยุทธได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยกล่าวหาว่ามีการละเว้นการบันทึกข้อมูลทางการเงินที่มีสาระสำคัญไว้ในบัญชีหรือเอกสารของ QCP ตั้งแต่ปี 2568
คดีแจ้งความดังกล่าวเป็น 1 ในกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท QCP และยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ไม่ใช่คดีที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 พนักงานของ QCP และบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตามหมายเรียก และเนสท์เล่ระบุว่าจะให้ความร่วมมือต่อไป พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูล
เนสท์เล่มองว่า จากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถดำเนินธุรกิจร่วมกันภายใต้ QCP ได้อีกต่อไป และสถานการณ์เข้าสู่ภาวะทางตัน จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เพื่อขอเลิกกิจการ QCP และแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี บริษัทระบุว่า หากศาลมีคำสั่งให้เลิกกิจการและแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี กระบวนการดังกล่าวจะเปิดทางให้มีการจัดการและแบ่งสินทรัพย์ของบริษัทตามสิทธิของผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่าย โดยขณะนี้เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และนับเป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่สะท้อนว่าข้อพิพาท QCP ยังมีประเด็นทางกฎหมายต่อเนื่องหลายด้าน
หมายเหตุ: ข้ออ้างทั้งหมดข้างต้นเป็นการนำเสนอของคู่ความฝ่ายเนสท์เล่ ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ โดยผลของคดีจะเป็นอย่างไรต้องรอคำวินิจฉัยของศาลในวันที่ 21 ธันวาคม 2569







