
สมาคมผู้ค้าปลีกฯ ชี้ EEC มี 2.7 ล้านคน ดันกำลังซื้อ เปิดตลาดใหม่ รับทุนใหญ่-SME
นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย แนะ EEC เชื่อมการลงทุนสู่ SME และชุมชน ใช้ Local Content เปิดพื้นที่ห้างให้สินค้าท้องถิ่น พร้อมพัฒนา O2O และเชื่อมตลาด MICE 3 จังหวัด กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก
KEY
POINTS
- ปัจจุบัน EEC มีแรงงานและผู้ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ประกอบด้วยทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรรายได้สูง ทำให้ตลาดค้าปลีกใน EEC มีลักษณะเป็น 2 ขั้ว
- สมาคมฯ ผลักดันให้การลงทุนของรายใหญ่ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และธุรกิจท้องถิ่น โดยเน้นการใช้สินค้าท้องถิ่น (Local Content) เพื่อสร้างการเติบโตไปด้วยกัน
- ชี้โอกาสในการเปิดตลาดใหม่ผ่านกลยุทธ์ O2O (Online to Offline) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และการขยายตลาดไมซ์ (MICE) เชื่อมโยง 3 จังหวัดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยมุมมองการลงทุนของภาคค้าปลีกภาค ECC เกิดขึ้นจริง ภายในงานสัมมนา “EEC NEVER STOP THE NEXT CHAPTER : EEC ก้าวต่อไป” ว่าภาคค้าปลีกในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะชลบุรีและพัทยา มีการเติบโตต่อเนื่องจากฐานการท่องเที่ยวและการลงทุนในโครงการ Eastern Seaboard ขณะที่การเกิดขึ้นของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้สร้างความคาดหวังต่อการลงทุนและการขยายตัวของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของค้าปลีกใน EEC ไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) และธุรกิจรายย่อยในพื้นที่เติบโตไปพร้อมกัน โดยการลงทุนใหม่ใน EEC ควรให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบและสินค้าท้องถิ่น หรือ Local Content เพื่อเชื่อมโยงผลประโยชน์จากการลงทุนเข้าสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่
“ค้าปลีกไม่ได้หมายถึงค้าปลีกรายใหญ่รายเดียว สิ่งสำคัญของประเทศคือ SME ต้องค้าขายได้ การลงทุนที่เกิดขึ้นใน EEC อยากให้ใส่ Local Content เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนด้วย เพื่อให้รายย่อยและ SME ได้เจริญเติบโต”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายกลางและ Modern Trade สามารถมีบทบาทในการคัดสรรสินค้าและพัฒนา SME ให้เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเมื่อ SME มีรายได้เพิ่มขึ้น จะส่งต่อไปยังการเติบโตของเศรษฐกิจและ GDP ในพื้นที่
EEC ตลาด 2 ขั้ว ดันค้าปลีกตอบโจทย์พรีเมียม-แมส
ปัจจุบัน EEC มีแรงงานและผู้ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ประมาณ 2.7 ล้านคน ประกอบด้วยทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรรายได้สูง ทำให้ตลาดค้าปลีกใน EEC มีลักษณะเป็น 2 ขั้ว และต้องออกแบบสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์แตกต่างกัน
กลุ่มผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญต้องการสินค้าพรีเมียม สินค้าคุณภาพสูง และประสบการณ์ในการช้อปปิ้ง ขณะที่กลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมและแรงงานบริการให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า หรือ Value รวมถึงความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า ดังนั้น รูปแบบและทำเลของธุรกิจค้าปลีกต้องปรับให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น ร้านสะดวกซื้อควรอยู่ใกล้พื้นที่อุตสาหกรรม และอาจต้องเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับแรงงานที่ทำงานเป็นกะ
ชู O2O จุดแข็งค้าปลีกไทย สู้แพลตฟอร์มต่างชาติ
นายณัฐ กล่าวว่า อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของค้าปลีกใน EEC คือการพัฒนาตลาดแบบ Omni-channel โดยเฉพาะ O2O (Online to Offline) ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากการมีหน้าร้านและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ
“ถ้า EEC เกิดขึ้นมาได้ เราจะเห็นตัวผู้บริโภค ดังนั้น O2O หรือ Online to Offline จะเกิดขึ้นได้ ผู้บริโภคอาจไปสัมผัสหรือดูสินค้าจริงก่อนแล้วสั่งออนไลน์ หรือดูจากออนไลน์แล้วไปซื้อสินค้าจริงที่หน้าร้าน ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดได้เปรียบของเรา”
ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ในพื้นที่มีฐานข้อมูลผู้บริโภคจาก Loyalty Program โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยว จึงสามารถนำข้อมูลมาต่อยอดการทำโปรโมชั่นและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ได้มากขึ้น
ดัน MICE เชื่อม 3 จังหวัด เพิ่ม Stay-รายได้ท้องถิ่น
นายณัฐ กล่าวถึงโอกาสจากตลาดไมซ์ (MICE) ว่า ไม่ควรจำกัดการเติบโตไว้เฉพาะชลบุรี แต่ควรเชื่อมโยงชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราเข้าด้วยกัน เมื่อมีศูนย์ประชุมและผู้เข้าร่วมงานไมซ์เพิ่มขึ้น ภาคค้าปลีกสามารถร่วมกับร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และธุรกิจบริการในท้องถิ่นจัดโปรโมชั่น เพื่อจูงใจให้ผู้เข้าร่วมงานเดินทางไปยังพื้นที่อื่น แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานไมซ์ใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น (Long Stay) และกระจายการใช้จ่ายไปยังจังหวัดและชุมชนโดยรอบ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้กับท้องถิ่น
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ควรเปิดพื้นที่หรือจัด Area สำหรับให้ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ามาจำหน่ายสินค้า โดยอาจใช้โมเดลแบ่งรายได้หรือเปิดพื้นที่ให้ทดลองตลาด แทนการเช่าพื้นที่ระยะยาวเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงลูกค้าและนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น แนวทางนี้จะช่วยให้สินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวและคนที่เข้ามาทำงานใน EEC มีแนวโน้มเข้าไปใช้บริการ
“เราไม่อยากให้รายใหญ่ที่มีร้านอยู่ทั่วประเทศได้ประโยชน์เพียงเจ้าเดียว แต่อยากสนับสนุนให้ชุมชนและคนที่อยู่ในพื้นที่ได้ประโยชน์จากการมีนักท่องเที่ยว มีคนมาลงทุน มีผู้คนมาทำงาน หรือมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามา สิ่งเหล่านี้ต้องลงไปสู่ชุมชนจริงๆ”
ส่วนโครงการรถไฟเชื่อมพื้นที่ EEC นายณัฐ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคืออยากเห็นระบบรถไฟเกิดขึ้นก่อน เนื่องจากการเชื่อมต่อด้านคมนาคมมีผลโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและการเติบโตของธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะอู่ตะเภาที่ปัจจุบันยังมีความไม่ต่อเนื่องของเที่ยวบินและธุรกิจบางประเภทหากรถไฟความเร็วสูงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ สามารถพิจารณาทางเลือกที่มีความเร็วรองลงมา เพื่อให้ระบบเกิดขึ้นก่อนและสามารถใช้งานได้จริง







