thansettakij
thansettakij
ร้านอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว ‘ซูชิสายพาน’ ดาวรุ่งพุ่งทะลุ 8,000 ล้าน

ร้านอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว ‘ซูชิสายพาน’ ดาวรุ่งพุ่งทะลุ 8,000 ล้าน

ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยอิ่มตัว จำนวนร้านลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ขณะที่ “ซูชิสายพาน” กลับเติบโตแตะ 8,000 ล้านบาท ล่าสุด MAGURO GROUP ขอเอี่ยวส่ง Kaiten Sushi เจาะตลาดพรีเมียม

KEY

POINTS

  • ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นโดยรวมในไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว โดยจำนวนร้านลดลงเป็นครั้งแรกจากการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนที่สูงขึ้น
  • สวนทางกับภาพรวม ตลาดซูชิสายพานกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีมูลค่าตลาดพุ่งสูงถึงประมาณ 8,000 ล้านบาท
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้ซูชิสายพานเป็นที่นิยมคือตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า สามารถควบคุมงบประมาณได้ และได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนาน

ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่เติบโตต่อเนื่องมานานกว่าทศวรรษ สู่ยุคที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น และผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) กรุงเทพฯ ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นจำนวน 5,781 ร้าน ลดลง 135 ร้านจากการสำรวจครั้งก่อน นับเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2550 สะท้อนว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว หลังเคยขยายตัวต่อเนื่องมาโดยตลอด

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐดิจ’ ว่า ภาพรวมตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นปี 2569 จะเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากจำนวนร้านมีมากจนเข้าใกล้จุดอิ่มตัว ประกอบกับกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น

 

นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO

 

 “ร้านอาหารญี่ปุ่นยังมีการเปิดใหม่อยู่ แต่ก็มีร้านเดิมทยอยปิด เป็นลักษณะเก่าไปใหม่มา ตลาดยังเดินต่อ เพียงแต่ไม่ได้เติบโตหวือหวาเหมือนในอดีต”

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องออกจากตลาด ไม่ได้เกิดจากการแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ทั้งค่าเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้า ค่าแรงที่ปรับเพิ่มต่อเนื่อง ต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวนจากภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก

 แม้ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบบางประเภทเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นเต็มที่ เพราะความเชื่อมั่นยังเปราะบาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกัน ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังเผชิญการแข่งขันจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่น โดยเฉพาะกลุ่มชาและมัทฉะที่ยังเติบโตในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารต้องสร้างความแตกต่างมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

 

ร้านอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว ‘ซูชิสายพาน’ ดาวรุ่งพุ่งทะลุ 8,000 ล้าน

 

ซูชิสายพาน ดาวรุ่งตลาดญี่ปุ่น

ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว “ซูชิสายพาน” หรือ Kaiten Sushi กลับกลายเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตโดดเด่นที่สุด นายจักรกฤติ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ตลาดซูชิสายพานในไทยมีมูลค่าไม่ถึง 1,000 ล้านบาท หรือบางปีอาจต่ำกว่า 500 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมูลค่าตลาดขยายขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” สามารถควบคุมงบประมาณการรับประทานได้ เลือกหยิบอาหารได้ตามต้องการ รับประทานได้รวดเร็ว และยังได้รับประสบการณ์ที่สนุกมากกว่าร้านอาหารทั่วไป

แม้ตลาดจะเติบโตสูง นายจักรกฤติ มองว่า การเข้าสู่ธุรกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง ระบบปฏิบัติการมีความซับซ้อน และต้องอาศัยเทคโนโลยีจำนวนมาก ตั้งแต่ระบบสายพาน ระบบครัว ไปจนถึงอุปกรณ์เฉพาะทาง ทำให้ปัจจุบันตลาดมีผู้เล่นหลักเพียง 5 แบรนด์ ประกอบด้วย Sushiro ผู้นำตลาดจากญี่ปุ่น, Katsu Midori, Hama Sushi, Genki Sushi และผู้เล่นรายล่าสุดอย่าง Kaiten Sushi Ginza Onodera ภายใต้ MAGURO GROUP

ท่ามกลางการแข่งขันของตลาดซูชิสายพาน MAGURO GROUP เลือกแตกต่างด้วยการนำแบรนด์ Kaiten Sushi Ginza Onodera เข้ามาทำตลาด โดยวางตำแหน่งเป็นซูชิสายพานระดับพรีเมียม โดยสาขาแรกเปิดในรูปแบบแฟลกชิปสโตร์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ใช้งบลงทุน 60 ล้านบาท รองรับลูกค้าได้ 120 ที่นั่ง และมีแผนเปิดเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 สาขาในปี 2570 ก่อนขยายต่อในหัวเมืองหลักทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าหมายให้แบรนด์นี้สร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

 

ร้านอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว ‘ซูชิสายพาน’ ดาวรุ่งพุ่งทะลุ 8,000 ล้าน

 

 

นายจักรกฤติ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์ในเครือรวม 13 แบรนด์ ครอบคลุมร้านอาหารญี่ปุ่นหลายรูปแบบ โดยปีนี้เตรียมเปิดอีก 2 แบรนด์ ได้แก่ “Akesan” แบรนด์แซนด์วิชทอดจากญี่ปุ่น และอีก 1 แบรนด์อาหารไทยที่พัฒนาขึ้นเอง ขณะที่ปี 2570 ตั้งเป้าขยายสาขารวมทุกแบรนด์ไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง

 “บริษัทต้องการสร้าง S-Curve ใหม่ทุกปี ผ่านการลงทุนด้าน R&D ระบบซัพพลายเชน และการใช้ฐานข้อมูลลูกค้าสมาชิกเกือบ 4 แสนราย วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเมนูและโมเดลธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 30% และรักษาอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันต่อเนื่องในปี 2570”