

KEY
POINTS
นายปพนธีร์ ชาญชนะโยธิน และ นายธนัท ทองโสมแก้ว กรรมการบริหาร บริษัท ปั้นข้าว ปั้นรัก จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มพรีเมียม กลุ่มกลาง และกลุ่มทั่วไป (กินง่ายๆ) โดยแต่ละกลุ่มมีสถานการณ์ที่ต่างกัน หากมองภาพรวมในระดับล่าง (Lower Segment) ร้านขนาดเล็กกำลังเผชิญกับภาวะการหดตัวและเริ่มอยู่ไม่รอดจากสภาวะเศรษฐกิจ
ขณะที่กลุ่มกลุ่มระดับบน/พรีเมียมยังคงมีความแข็งแรงและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่า เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อสูง แม้ชะลอการทดลองเมนูใหม่ๆ ที่มีราคาสูงบ้างในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังคงใช้บริการร้านที่ชื่นชอบอยู่
ทำให้การแข่งขันในตลาดบนมีความรุนแรงสูง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองว่าในตลาดไม่ได้แข่งกันด้วยราคา แต่แข่งกันที่ความคุ้มค่า (Worthiness) และประสบการณ์ (Experience) ที่ลูกค้าจะได้รับมากกว่า
“ในกลุ่มพรีเมียม ลูกค้าให้ความสำคัญกับห้องส่วนตัว (Private Room) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกเข้าร้านอาหาร แต่ความยากที่สุดคือการรักษาคุณภาพให้คงที่ ทั้งด้านรสชาติและการบริการ ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นมีความยากในการบริหารสต็อกวัตถุดิบสด เพราะมีโอกาสสูญเสีย (Waste) สูง และจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนอาหาร โดยเฉพาะวัตถุดิบนำเข้าที่ต้องแบกรับความเสี่ยงสูง”
สำหรับ Shichi ร้านอาหารญี่ปุ่นที่จับกลุ่มลูกค้าในระดับพรีเมียม เปิดให้บริการนาน 9 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ได้แก่ ราชพฤกษ์, บางนา, เซ็นทรัล พระราม 3, กัลปพฤกษ์ และล่าสุดคือสาขาสาทร ตั้งเป้าไว้ว่าภายในปีนี้จะขยายสาขาเพิ่มให้ได้รวม 7 สาขา ซึ่งจะยังคงอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ
ในปีที่ผ่านมา Shichi มียอดขายในเครือราว 300 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตขึ้นในปี 2569 อย่างน้อย 20% จากการเปิดสาขาสาทร โดยบริษัทมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (MAI) ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือประมาณช่วงปี 2571
โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวมากกว่า 80% ถัดมากลุ่มคนทำงานและคู่รัก โดยเฉพาะสาขาแถบชานเมือง พฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per head) เฉลี่ย 800 - 1,500 บาทต่อคน และอาจสูงถึง 2,000 - 4,000 บาทต่อคน ขึ้นอยู่กับปริมาณการสั่งของสด
แม้เผชิญความผันผวนด้านต้นทุน แต่ยังคงความไว้วางใจของลูกค้าไว้ได้ ซึ่งตลาดอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในหมวดที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้ผลสำรวจล่าสุดของ JETRO ระบุว่า ไทยมีร้านอาหารญี่ปุ่นรวม 5,781 ร้าน ลดลง 2.2% จากปีก่อนหน้าที่มี 5,916 ร้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2550 ที่จำนวนร้านปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม JETRO ชี้ว่าตลาดไม่ได้ถดถอย แค่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเชิงปริมาณไปสู่การแข่งขันเชิงคุณภาพ กลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตคือร้านที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เมนูเฉพาะทาง (Specialty) มีการเล่าเรื่องราว และมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงแบรนด์ที่ปรับรสชาติและคอนเซ็ปต์ให้เข้ากับผู้บริโภคไทยได้อย่างลงตัว (Localized) จะสามารถเติบโตต่อไปได้