

KEY
POINTS
ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรง ทั้งด้านราคา ต้นทุนวัตถุดิบ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว อย่างไรก็ตาม MAGURO Group กลับสามารถพลิกเกมและฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า หลังจากปรับกลยุทธ์เชิงรุกในไตรมาส 3 และ 4 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้เกินเป้าหมาย โดยรายได้รวมขยายตัวมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายจากแบรนด์เดียว สู่พอร์ตธุรกิจที่มีมากกว่า 50 สาขาในปัจจุบัน
หัวใจสำคัญของการเติบโต มาจากการยึดคุณภาพ ความคุ้มค่า และความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าเป็นแกนหลัก ควบคู่กับการตัดสินใจที่รวดเร็วและยืดหยุ่น เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดและลดความเสี่ยงในช่วงเศรษฐกิจไม่เอื้อ
สำหรับปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายรายได้เติบโตมากกว่า 30% จากการขยายสาขาเชิงรุกและเปิดตัวแบรนด์ใหม่อย่างต่อเนื่อง บริษัทเตรียมเปิดสาขาใหม่ราว 20 แห่ง ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 10–15 ล้านบาทต่อสาขาหรือราว 200-300 ล้านบาท
ทั้งนี้งบลงทุนจะแตกต่างตามขนาดร้านและศักยภาพของทำเลอย่างในย่านศูนย์กลางธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว เช่น CentralWorld และ Siam Paragon โดยบริษัทมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติประมาณ 20–30% และบางจุดสูงถึง 40% ขณะที่ทำเลชานเมืองอย่าง แจ้งวัฒนะ พระราม 2 และราชพฤกษ์ ฐานลูกค้าหลักยังเป็นคนไทยเกือบทั้งหมด ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงด้านกำลังซื้อได้ดี
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการเตรียมเปิด Kaiten Sushi Ginza Onodera ร้านซูชิสายพานพรีเมียมจากเครือ Onodera Group ในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยสาขาในไทยจะเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแฟลกชิพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย
จุดเด่นของแบรนด์คือการยกระดับซูชิสายพานสู่มาตรฐาน Master Class ใช้วัตถุดิบจากปลาธรรมชาติที่ผ่านการประมูล และข้าวซูชิที่ผสมน้ำส้มสายชูแดง (Red Vinegar) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์แม่ในญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน MAGURO Group เตรียมเปิด IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับจากเครือ Tonkatsu AOKI ในเดือนเมษายน 2569 ทั้งสองแบรนด์ถูกวางตำแหน่งราคาเข้าถึงง่าย เจาะกลุ่มวัยทำงานและนักชิม พร้อมเสริม Ecosystem ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือให้ครบทุกเซกเมนต์
โดยภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในไทยเข้าสู่ภาวะการแข่งขันสูง ร้านใหม่อาจไม่เพิ่มหรือทรงตัว แต่ยังมีโอกาสสำหรับแบรนด์ที่ปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะกลุ่มซูชิสายพานที่เติบโตจากตลาดไม่ถึง 1,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีก่อน สู่ระดับ 8,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
โดยบริษัทจะเน้นกลยุทธ์คุณภาพญี่ปุ่นในราคาไทยจึงถูกนำมาใช้มากขึ้น เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ผ่านราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย แต่ยังคงใช้วัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด ขณะเดียวกันโมเดลร้านใหม่จะเน้นความหรูหราแบบไม่เกร็ง บรรยากาศคึกคัก มีเชฟปั้นสด และโชว์วัตถุดิบภายในร้าน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง
แผนขยายธุรกิจในปี 2569 จะทำให้ MAGURO Group มีสาขาในเครือรวมมากกว่า 73 แห่ง จากปัจจุบัน 54 สาขา ครอบคลุม 8 แบรนด์ ได้แก่ MAGURO, HITORI SHABU, SSAMTHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, CouCou, Bincho, KIWAMIYA และ Chopman
โดย Chopman เปิดให้บริการกลางเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบเดลิเวอรีผ่าน Grab และ LINE MAN และได้รับการตอบรับค่อนข้างดี สะท้อนโอกาสของโมเดลร้านเฉพาะเดลิเวอรีในช่วงที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่ายนอกบ้าน
นอกจากการเปิดสาขาใหม่ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขายสาขาเดิม ผ่านแคมเปญการตลาดต่อเนื่อง การออกเมนูใหม่ตามฤดูกาล และการใช้ฐานสมาชิกกว่า 3 แสนราย ผ่านโปรแกรม “Give More + Club” ที่สามารถใช้สิทธิ์ได้ทุกแบรนด์ในเครือ เพื่อกระตุ้นการใช้บริการซ้ำและการ Cross-Brand