thansettakij
thansettakij
‘ค้าปลีก’ ไร้สัญญาณฟื้น Q2 ร่วงต่ำกว่าระดับ 50 จุด น้ำมัน-ต้นทุนสูงฉุดยอดวูบ

‘ค้าปลีก’ ไร้สัญญาณฟื้น Q2 ร่วงต่ำกว่าระดับ 50 จุด น้ำมัน-ต้นทุนสูงฉุดยอดวูบ

17 เม.ย. 69 | 01:25 น.
อัปเดตล่าสุด :17 เม.ย. 69 | 02:46 น.

“ดัชนีค้าปลีก” ไตรมาส 2 ส่งสัญญาณร่วงตํ่ากว่าระดับ 50 จุด ผู้ประกอบการ 60% คาดยอดขายลดลง จากต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบสูง กำลังซื้อไม่ฟื้น จับตา 3 เครื่องยนต์ขับเคลื่อน ขณะที่คนไทยแพนิคแห่ตุนสินค้าดันค้าปลีกเดือนมี.ค. 69 ปรับขึ้น 13.5 จุด

KEY

POINTS

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกคาดการณ์ไตรมาส 2 ปี 2569 จะปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนว่าธุรกิจยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว
  • ปัจจัยหลักที่ฉุดความเชื่อมั่นคือความกังวลต่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรและห่วงโซ่อุปทาน
  • ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายไตรมาส 2 จะแย่ลงกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอและมีการชะลอการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retailer Sentiment Index: RSI) เดือนมีนาคม 2569 โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย จัดทำผลสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 16 – 30 มีนาคม 2569 พบว่า ดัชนีค้าปลีกเดือนมีนาคม 2569 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.5 จุด เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2569

โดยเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบของดัชนีและทุกภูมิภาค รวมถึงร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าหมวด FMCG และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นผลจากผู้บริโภคเกิดความกังวลต่อราคาพลังงานและสินค้าอาจจะขาดแคลน ทำให้เกิดการเร่งซื้อสินค้ากักหนุนล่วงหน้า (Panic Buy)

ทั้งนี้พบว่า กลุ่มผู้บริโภคกลาง-บน เริ่มชะลอการจับจ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ปรับจาก 31.1 จุด ไปที่ 52.8 จุด เพิ่มขึ้น 21.7 จุด ส่วนความเชื่อมั่นต่อยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending Per Bill) ปรับจาก 36.1 จุด ไปที่ 49.3จุด เพิ่มขึ้น 13.2 จุด และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) ปรับจาก 43.9 จุด ไปที่ 49.3 จุด เพิ่มขึ้น 5.4 จุด ซึ่งการเพิ่มขึ้นทั้งหมดไม่ใช่เป็นการซื้อแบบปกติ แต่เป็นการซื้อแบบ Panic Buy

ผลการสำรวจถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกในอีก 3 เดือนข้างหน้าหรือในไตรมาส 2 พบว่า ปรับลดลง 14. จุด ลดลงตํ่ากว่าระดับ 50 จุด โดยผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง และ ความไม่เชื่อมั่นต่อนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดย 60% สะท้อนว่า ยอดขาย Q2/2569 จะแย่กว่า Q2/2568

โดยสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านส่งผลกระทบต่อโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งอย่างรุนแรงและฉับพลันเช่นกัน เนื่องจากจุดปะทะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าโลก จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2569 ใน 3 ด้าน ได้แก่

1. วิกฤตต้นทุนพลังงานและภาวะเงินเฟ้อ (Energy & Inflation Shock) โดยต้นทุนสินค้าจะขยับขึ้น ต้นทุนค่าขนส่ง (Logistics) และค่าไฟจะพุ่งสูงขึ้นทันที ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่งจะเผชิญกับภาวะ Margin Squeeze หรือกำไรถูกบีบ เนื่องจากต้นทุนสินค้า (Cost of Goods Sold) สูงขึ้นแต่ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกขึ้นได้ทันทีตามกำลังซื้อที่อ่อนแอ

‘ค้าปลีก’ ไร้สัญญาณฟื้น Q2 ร่วงต่ำกว่าระดับ 50 จุด น้ำมัน-ต้นทุนสูงฉุดยอดวูบ

2. ด้านห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน (Supply Chain Disruption) : Longer Logistics Time การที่เส้นทางทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง (Suez Canal/Bab el-Mandeb) มีความเสี่ยงสูง ทำให้สายการเดินเรือหลักต้องอ้อมไปทางแหลมกู๊ดโฮป เพิ่มเวลาขนส่งอีก 2-4 สัปดาห์ ส่งผลให้สินค้าขาดแคลน (Out of Stock) ทั้งสินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้าง (เหล็ก, อะลูมิเนียม) จะเผชิญภาวะของขาดตลาดและราคาผันผวนสูง

3. ผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภค (Consumer Impact) ซึ่ง GDP ไทยเสี่ยงถดถอย จากการคาดการณ์ของสำนักวิจัยหลายแห่ง ที่ประเมินว่าหากสงครามลากยาว จีดีพีไทยปี 2569 อาจโตตํ่ากว่า 0.7% หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย ความเชื่อมั่นดิ่งเหว ผู้บริโภคจะชะลอการจ่ายเงินในกลุ่มสินค้าไม่จำเป็น และหันไปเน้นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเท่านั้นส่งผลให้ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์มียอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี แม้จะเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน แต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ไปจนถึงสิ้นปี 2569 ยังมี "เครื่องยนต์ขับเคลื่อน" สำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งและบริการเติบโตได้ หากสามารถจับจังหวะและปรับตัวได้ทัน โดยปัจจัยสนับสนุนหลัก (Supportive Factors) ได้แก่

1. Public Investment โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่จะเริ่มเห็นผลในช่วงกลางปี จะช่วยกระจายรายได้สู่แรงงานและท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจค้าส่งวัสดุก่อสร้างและสินค้าอุปโภคบริโภค

2. โอกาสจากสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ หรือ Private Label Brand หลังจากผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับสินค้าตราห้างในช่วงเศรษฐกิจตึงตัว ไตรมาส 2-4 จะเป็นช่วงที่แบรนด์เหล่านี้ "ติดตลาด" ร้านค้าที่พัฒนาสินค้า PLB ให้มีคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์นำ (National Brand) จะเก็บเกี่ยวผลกำไรได้สูงขึ้นมาก

3. การเปลี่ยนผ่านจาก Efficiency สู่ Hyper-Velocity หลังจากจบไตรมาสแรกที่มักจะเป็นช่วงจัดระเบียบสต็อกสินค้า ธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตได้ดีคือกลุ่มที่ใช้ Inventory Velocity เป็นตัวตั้งแทนกำไรขั้นต้น (Gross Margin) เพียงอย่างเดียว

‘ค้าปลีก’ ไร้สัญญาณฟื้น Q2 ร่วงต่ำกว่าระดับ 50 จุด น้ำมัน-ต้นทุนสูงฉุดยอดวูบ

หากเจาะลึกถึงดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิมแยกตามภูมิภาคในเดือนมีนาคม 2569 จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงทุกภูมิภาค ยกเว้นกรุงเทพปริมณฑลที่เพิ่มขึ้น แต่ดัชนีก็ยังอยู่ตํ่ากว่าเส้นระดับค่ากลางที่ 50 จุดทุกภูมิภาคเช่นกัน

โดยกรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งมูลค่า GPP ค้าปลีกค้าส่งและบริการมีสัดส่วน 43% ของมูลค่า GPP ค้าปลีกค้าส่งและบริการทั้งประเทศ  ยอดขายโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นมากในร้านค้าปลีกไฮเปอร์มาร์ท และร้านค้าวัสดุก่อสร้าง แต่ห้างสรรพสินค้า แฟชั่นไลฟ์สไตล์ลดลง

ปัจจัยที่ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็นผลจาก Panic Buy ความวิตกจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางทำให้ Shopping per Basket เพิ่มขึ้น ในขณะที่ Frequency of Shopping คงที่

ส่วนภาคกลาง พบว่า ยอดขายทรงตัวในร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้า และภัตตาคารร้านอาหารเชนใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ท และวัสดุก่อสร้าง ยอดขายเพิ่มขึ้น การเพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มขึ้นที่ชัดเจนมากใน Shopping per Basket ในขณะที่ความถี่ในการจับจ่าย Frequency of Shopping ทรงตัว สะท้อนถึงการซื้อแบบกักตุน Panic Buy ชัดเจน

ขณะที่ภาคเหนือ พบว่าร้านค้าประเภทที่จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และร้านค้าวัสดุก่อสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ส่วนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็ก ร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก ร้านจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์เบเกอรี่ ภัตตาคาร-ร้านอาหาร มียอดขายลดลงน้อยกว่า 5%

โดยลดลงจากความถี่ในการจับจ่าย (Frequency of Shopping) ขณะที่การจับจ่าย Shopping per Basket เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการซื้อแบบ Panic Buy เช่นกัน ส่วนห้างสรรพสินค้า ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง แฟชั่น เครื่องหนัง เครื่องสำอาง และภัตตาคาร ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ยอดขายทรงตัว

‘ค้าปลีก’ ไร้สัญญาณฟื้น Q2 ร่วงต่ำกว่าระดับ 50 จุด น้ำมัน-ต้นทุนสูงฉุดยอดวูบ

ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ แม้ว่าเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งราคาพืชผลตกตํ่า การจ้างงานเกษตรลดลง และกำลังซื้อของครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ความไม่สงบจากการปะทะตามชายแดนไทย-กัมพูชา

กระแสเงินจับจ่ายลดน้อยลง แต่การเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นในกลุ่มร้านค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ซึ่งไม่มากนักเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ สะท้อนถึง กำลังซื้อผู้บริโภคในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังไม่ฟื้นตัว อ่อนแอเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ

สุดท้ายภาคใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก รองลงเป็นก็เป็นพืชเศรษฐกิจสองชนิดคือ ยางพาราและปาล์ม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เป็นการเพิ่มขึ้นจากประเภทร้านค้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าวัสดุก่อสร้าง เช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ การเพิ่มขึ้นเป็นการเพิ่มขึ้นในปัจจัย Shopping per Basket ในขณะที่ Frequency of Shopping ทรงตัว