
คนไทยแห่ตุนสินค้า ฉุดดัชนีค้าปลีกเดือน เม.ย. 69 ร่วง 7.2 จุด
ดัชนีค้าปลีก เมษายน 2569 ลดลง 7.2 จุด เหตุชะลอตัวจาก panic buy เดือนมีนาคม ที่ผู้บริโภคแห่ตุนสินค้า ส่งผลยอดขายต่อสาขา ต่อบิล ความถี่ในการช้อปปิ้งลดลงทั่วหน้า
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีกเดือนเมษายน 2569 ลดลง 7.2 จุดเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี
- สาเหตุหลักมาจากการที่ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย หลังจากเร่งซื้อสินค้ากักตุน (Panic Buy) ไปแล้วในเดือนมีนาคม เนื่องจากความกังวลเรื่องราคาพลังงานและสินค้าขาดแคลน
- ปัจจัยลบอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบคือค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า ทำให้ประชาชนลดการเดินทางช่วงสงกรานต์และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
- ยอดขายของร้านค้าปลีกและค้าส่งส่วนใหญ่ลดลง ยกเว้นห้างสรรพสินค้าที่ได้รับผลดีเล็กน้อยจากกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงเทศกาลสงกรานต์
ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) เดือนเมษายน 2569 จัดทำโดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 16 – 27 เมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกในเดือนเมษายน 2569 ลดลง 7.2 จุด เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569
พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นเดือนเมษายน 2569 ต่ำกว่าเดือนเมษายนตลอดสี่ปีที่ผ่าน (2565-2568) เป็นผลจากผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย หลังเกิดความกังวลต่อราคาพลังงานและสินค้าอาจจะขาดแคลน ทำให้เกิดการเร่งซื้อสินค้ากักหนุนล่วงหน้า (Panic Buy) ในเดือนมีนาคม
สะท้อนให้เห็นจากยอดขายสินค้าร้านค้าในทุกประเภทของค้าปลีกค้าส่งลดลง ยกเว้นห้างสรรพสินค้าที่ดีขึ้นเล็กน้อย จากการส่งเสริมการขายช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ โดยมีกิจกรรมต่างๆมากมายโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ
เหตุผลที่ดัชนีเดือนเมษายนปีนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม
1. โดยทั่วไป ยอดขายเดือนเมษายนน่าจะดีกว่าเดือนมีนาคม เนื่องจากเดือนเมษายน เป็นช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา มีกิจกรรมส่งเสริมมากมายตลอดวันหยุดกว่า 4-5 วัน
2. แต่ปีนี้ยอดขายเดือนเมษายนลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายหลังเกิดความกังวลต่อราคาพลังงานและสินค้าอาจจะขาดแคลน ทำให้เกิดการเร่งซื้อสินค้ากักหนุนล่วงหน้า (Panic Buy) ในเดือนมีนาคม
3. อีกทั้งปีนี้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาน้อยกว่าปีที่ผ่านๆมา เนื่องจากค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ค่าสาธารณูปโภคก็สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก
4. เดือนเมษายนเป็นช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปี ส่งผลให้ภาระค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ "เงินในกระเป๋า" ที่เหลือหลังจากจ่ายค่าสาธารณูปโภคจึงลดลง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น (Discretionary Income ลดลง)
5. จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่งสินค้า การปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่สะสมมาเริ่มส่งผลชัดเจนในเดือนเมษายน ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มตึงตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง
6. สำหรับกลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง เดือนเมษายนมักเป็นช่วงที่กิจกรรมการก่อสร้างหยุดชะงักเนื่องจากแรงงานเดินทางกลับภูมิลำเนาและเป็นช่วงพักงานยาว ทำให้ยอดขายในกลุ่มงานโครงการหรือวัสดุโครงสร้างลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่เป็นช่วงเร่งปิดงานก่อนหยุดยาว
7. ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้น 6.3 จุด ยังอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนถึง ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว
8. ผู้ประกอบเกือบร้อยละ 62 ระบุว่า มีสินค้าคงคลังเหลืออยู่ไม่เกิน 3 เดือน ส่งผลให้อาจต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
9. ต้นทุนสินค้าขยับขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาขายปลีกขึ้นได้มาก (ปรับได้ราว 3-5%) ด้วยกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ผู้ประกอบการจะเผชิญกับภาวะ Margin Squeeze
ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) : ปรับจาก 52.8 จุด ไปที่ 40.6 จุด ลดลง 12.2 จุด สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือนเมษายน 2569 เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 ลดลงเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่า มีการชะลอการจับจ่าย หลังจากการซื้อเป็นการซื้อแบบ Panic Buy ไม่ใช่การซื้อแบบปกติมีนาคม
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย :
- ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending per Bill หรือ Per Basket Size) ปรับจาก 49.3 จุด ไปที่ 43.8 จุด ลดลง 5.5 จุด
- ความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) ปรับจาก 49.3 จุด ไปที่ 45.6 จุด ลดลง 3.7 จุด
สะท้อนถึง ผู้บริโภคออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ แต่การมีการใช้จ่ายน้อยลง เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น







