thansettakij
thansettakij
คนใช้เงินโครงการรัฐฯ หมดเกลี้ยงใน 15 วันแรก ชี้มาตรการ 60/40 ทำได้แค่พยุงตัว

คนใช้เงินโครงการรัฐฯ หมดเกลี้ยงใน 15 วันแรก ชี้มาตรการ 60/40 ทำได้แค่พยุงตัว

02 ก.ค. 69 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 69 | 08:49 น.

“ตั้งงี่สุน“ เผยพฤติกรรมผู้บริโภคเร่งใช้เงินโครงการรัฐฯ หมดใน 15 วันแรก ก่อนเข้าโหมดประหยัดท้ายเดือน ชี้มาตรการ 60/40 แค่พยุงไม่ให้กำลังซื้อทรุด แต่ไร้วี่แววฟื้นตัว

KEY

POINTS

  • ประชาชนเร่งใช้จ่ายเงินจากโครงการรัฐฯ หมดภายใน 15 วันแรกของเดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นลงกว่าในอดีต ก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดประหยัด
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ 60/40 ถูกมองว่าทำได้เพียงช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้น ไม่ได้ช่วยให้การบริโภคฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
  • สาเหตุหลักที่ทำให้มาตรการไม่ได้ผลเต็มที่คือค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงาน ที่ดูดซับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไป
  • ผู้ประกอบการชี้ว่าเป้าหมายธุรกิจตอนนี้ไม่ใช่การเติบโต แต่เป็นการประคองตัวรักษาระดับรายได้ให้ใกล้เคียงปีก่อนก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่าน โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส(60/40) ต่อเนื่องในเดือนที่ 2 อาจช่วย “พยุงกำลังซื้อ” ได้ในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงส่งให้การบริโภคฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงาน ความกังวลต่อสถานการณ์สงคราม และค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประกอบการชี้ว่า ตอนนี้ประคองตัวได้ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจแล้ว

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการติดตามตัวเลขการใช้จ่ายในโครงการภาครัฐพบว่า พฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค ยังคงกระจุกตัวในช่วงต้นเดือนเหมือนเดิม แต่ระยะเวลาการจับจ่ายเริ่มสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด

คนใช้เงินต้นเดือน 15 วัน และเข้าสู่โหมดประหยัด

หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2569 นี้ ที่บรรยากาศการซื้อขายคึกคักต่อเนื่องประมาณ 7-10 วัน ซึ่งมีโครงการรัฐสนับสนุน กับปี 2568 ที่ผ่านมา ทีืบรรยากาศการซื้อขายคึกคักต่อเนื่องได้ราว 15-17 วัน ถือว่ายอดขายชะลอตัวและจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงกลางเดือน สะท้อนว่าประชาชนเร่งใช้สิทธิทันทีเมื่อได้รับเงิน ก่อนกลับเข้าสู่โหมดประหยัดอีกครั้งปัจจัยสำคัญที่กดดันกำลังซื้อไม่ได้มาจากระบบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงคราม ซึ่งซึมลึกเข้าสู่ต้นทุนสินค้าและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชน

ประชาชนไม่รู้สึกมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

แม้รัฐบาลจะเติมเงินช่วยเหลือผ่านโครงการต่าง ๆ แต่เม็ดเงินส่วนหนึ่งกลับถูกดูดซับไปกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ทำให้ประชาชนแทบไม่รู้สึกว่ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และหากไม่มีมาตรการช่วยเหลือ คนอาจจะลำบากกว่านี้ แต่เงินที่เติมเข้ามาเป็นเพียงการประคองไม่ให้กำลังซื้อหายไปมากกว่า ไม่ใช่การสร้างกำลังซื้อใหม่”

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด

รัฐเติมเงินแต่ค่าครองชีพพุ่ง คนใช้จ่ายได้เท่าเดิม

“หากพนักงานคนหนึ่งมีรายได้ 1,000 บาท เดิมเสียค่าน้ำมัน 500 บาท เหลือเงินใช้จ่าย 500 บาท แต่เมื่อค่าน้ำมันเพิ่มเป็น 900 บาท เงินสำหรับจับจ่ายเหลือเพียง 100 บาท แม้รัฐจะช่วยเติมเงินผ่านโครงการร่วมจ่ายในสัดส่วน 60/40 หรือ 40/60 ก็เป็นเพียงการทำให้ประชาชนกลับมามีเงินใช้จ่ายใกล้เคียงเดิม ไม่ใช่การเพิ่มอำนาจซื้ออย่างแท้จริง”

นายมิลินทร์ กล่าวว่า ปัญหาตอนนี้คือกำลังซื้ออยู่ในระยะสั้น และไม่มีทิศทางเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าหากมองลึกถึงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว คือ วิกฤตประชากรจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปีหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลโดยตรงต่อตลาดสินค้า โดยเฉพาะสินค้าแม่และเด็ก

เป้าหมายธุรกิจปีนี้เป็นการรักษาระดับรายได้ให้ใกล้เคียงกับปีก่อน

ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งรัฐบาลควรเร่งออกมาตรการส่งเสริมการมีบุตร เพราะประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบแล้ว และในระยะยาวจะกระทบต่อฐานผู้บริโภคและกำลังแรงงานของประเทศ

แม้ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง ก็เริ่มเร่งปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ผ่านการขายสินค้าและรีวิวบนแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง แต่แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงทั้งจากราคาพลังงาน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว

ดังนั้น เป้าหมายของธุรกิจในปีนี้อาจไม่ใช่การเติบโต แต่เป็นการรักษาระดับรายได้ให้ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งหากทำได้ก็ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน