thansettakij
thansettakij
สินค้าจ่อขึ้นราคายกแผง วิกฤตเรื่องน้ำมันดันต้นทุนพุ่ง-กระทบทั้งระบบ

สินค้าจ่อขึ้นราคายกแผง วิกฤตเรื่องน้ำมันดันต้นทุนพุ่ง-กระทบทั้งระบบ

17 มี.ค. 2569 | 08:24 น.
อัปเดตล่าสุด :17 มี.ค. 2569 | 09:27 น.

CEO ตั้งงี่สุน หวั่นเกิด "นิวเคลียร์เศรษฐกิจ" หลังสงครามดันราคาน้ำมัน-ต้นทุนผลิตพุ่ง คาดสิ้น มี.ค. สินค้าอุปโภคจ่อปรับราคายกแผง กระทบหนักทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันที่เกิดจากสงครามส่งผลโดยตรงให้ต้นทุนการผลิตสินค้า โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • คาดการณ์ว่าราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารอาจปรับตัวสูงขึ้น 10-20% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนทั้งระบบ
  • ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และมีความเสี่ยงที่สินค้าบางประเภทจะขาดตลาดได้

นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากภาวะสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อเรื่องพลังงานเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นบรรจุภัณฑ์ (Packaging)เริ่มปรับราคาสูงขึ้นตามประมาณ 15-20% ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงในสินค้าแทบทุกชนิด

โดยสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงจะขาดตลาดอย่างแรกคือพลังงานและเชื้อเพลิง ถัดมาคือไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติในการปั่นไฟ รวมถึงบรรจุภัณฑ์และวัตถุดิบจากพลาสติก ตลอดจนสินค้าอาหารสำเร็จรูปที่ผู้ผลิตบางรายอาจเริ่มงดการส่งออกเพื่อกักตุนสินค้าไว้ใช้ในประเทศ หรือสินค้าพื้นฐาน เช่น ข้าว, ปลา, น้ำดื่ม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารทั่วไป

“หากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงต่อไปไม่หยุด ต้นทุนการขนส่งในไทยอาจเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ไม่เว้นแม้กระทั่งราคาข้าวแกง และอาจเกิดสภาวะสินค้าขาดตลาดเนื่องจากมีปัญหาด้าน Supply Chain เพราะการขนส่งก็ต้องปรับลดลง เช่น จากเคยส่ง 1,000 เที่ยว อาจเหลือเพียง 400 เที่ยวเพราะน้ำมันไม่พอ”

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และเกมสงครามของสหรัฐ-อิหร่าน ที่มีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซเป็นเดิมพัน ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลก หากอิหร่านปิดช่องแคบนี้ต่อไป จะส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงอย่างควบคุมไม่ได้

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก การขาดแคลนน้ำมันจะกระทบรุนแรงทั้งระบบ ซึ่งแนวโน้มปัจจุบันอาจทำให้ราคาสินค้าในเดือนถัดไปพุ่งขึ้นสูง 10-20% หรืออาจเร็วกว่านั้นภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ แม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการ "คนละครั้ง" หรือการพักหนี้ หากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามยังไม่จบ นโยบายเหล่านี้คงได้ผลในวงจำกัด

นายมิลินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง เริ่มเตรียมความพร้อมกันแล้ว โดยนำสินค้าจาพซัพพลายเออร์เข้าสต็อกก่อนที่น้ำมันจะดีดตัวแพงขึ้น ทำให้สินค้าที่ยังขายในเดือนนี้บางส่วนยังตรึงราคาไว้ได้ แต่สินค้าล็อตใหม่ที่กำลังมาถึงจะปรับราคาขึ้นอย่างแน่นอน

“สำหรับผู้มีรายได้น้อยน่าจะกระทบหนักที่สุด ต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เงินเหลือใช้ในแต่ละวันลดลง เช่น จากเคยเหลือเก็บวันละ 100 บาท อาจเหลือเพียง 30 บาท ประเมินแล้วสถานการณ์นี้อาจถูกนิยามได้ว่าเป็น "นิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจหรือ สงครามโลกครั้งที่ 3 ในรูปแบบเศรษฐกิจ" ที่ส่งผลกระทบวงกว้างและรุนแรงกว่าสงครามในอดีต เนื่องจากกระทบต่อภูมิศาสตร์เศรษฐกิจโลกทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมในเรื่องพลังงานไว้ให้ดี มองหาพลังงานทางเลือกให้ไว เช่น พลังงานโซล่าเซลล์ (Solar Cell) การรถไฟฟ้า (EV) หันมาใช้พลังงานสอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน ถึงแม้สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือสงครามยุติลง ในอนาคตก็น่ากังวลเรื่องการเกิด "Lone Wolf" หรือบุคคลก่อการร้ายที่เป็นผลมาจากสงคราม บุคคลเหล่านี้จะแฝงตัวในเงาและยากจะป้องกัน ทำให้เกิดอัตรายที่ไม่คาดเดาไม่ได้