
สินค้าราคาพุ่ง 20% ‘ตั้งงี่สุน’ จี้รัฐเร่ง ‘คนละครึ่ง’ กู้ชีพเศรษฐกิจไทย
วิกฤตพลังงานดันต้นทุนขนส่งพุ่ง 20% กระทบราคาสินค้าและกำลังซื้อคนไทยวูบ CEO “ตั้งงี่สุน“ วอนรัฐเร่งงัดมาตรการคนละครึ่ง พยุงระบบเศรษฐกิจที่อาจกระทบยาว 1-2 ปี
KEY
POINTS
- วิกฤตพลังงานส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์พลาสติกพุ่งสูงขึ้น 15-20% กระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพโดยตรง
- ภาวะเงินเฟ้อทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงประมาณ 20% ส่งผลให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น
- มีการประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้จะยืดเยื้อ และอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานถึง 1-2 ปี
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด กล่าวว่า ในวิกฤตพลังงานตอนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและภาคธุรกิจพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ตัวอย่างเส้นทางกรุงเทพฯ-อุดรธานี เดิมมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000 บาทต่อคัน พุ่งสูงขึ้นเป็น 8,000 บาทต่อคัน ทำให้ผู้ขนส่งบางรายไม่ยอมวิ่งรถเพราะแบกรับต้นทุนน้ำมันไม่ไหว จนผู้ประกอบการเสี่ยงต่อการขาดทุน
ยังมีเรื่องเม็ดพลาสติกขาดแคลนที่ผลกระทบต่อราคาสินค้าและต้นทุนบรรจุภัณฑ์ด้วย สินค้าจำพวกหลอด แก้ว และถุงพลาสติก ปรับราคาดันต้นทุนเพิ่มขึ้น 15-20% ยกตัวอย่างน้ำดื่ม แม้ราคาจะยังไม่ปรับขึ้นทันที เพราะผู้ผลิตพยายามแบกรับภาระต้นทุน แต่ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการจัดส่งที่ล่าช้า เนื่องจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น แม้แต่น้ำดื่มแบรนด์ท้องถิ่นยังเริ่มปรับราคาขึ้นมาใกล้เคียงกับแบรนด์ใหญ่เพราะต้นทุนขวดพลาสติก
“สถานการ์ปัจจุบันอยู่ใสภาวะเงินเฟ้อและกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มลดลง สังเกตดีๆ จะเห็นค่าเงินลดลงอย่างน้อย 20% เช่น เงิน 3,000 บาทที่เคยซื้อของได้ 300 ชิ้น ปัจจุบันอาจซื้อได้เพียง 220-280 ชิ้น พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มประหยัดมากขึ้น ลดการออกไปกินข้าวนอกบ้าน บางคนหันมาใช้รถไฟในการเดินทางแทนรถยนต์ส่วนตัวเนื่องจากประหยัดกว่ามาก”
สถานการ์ดังกล่าวอาจเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจได้ว่า เหมือนอยู่ใน "ห้อง ICU" ที่แม้จะพยายามฟื้นตัวแต่ยังไม่สามารถออกมาได้ ผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง ทั้งรายเล็กรายใหญ่ ตลอดจนร้านค้าในท้องถิ่นพยายามสำรองสินค้าไว้ให้มาก เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและลดการตื่นตระหนก แต่ก็ ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง และโปรโมชั่นจูงใจสำหรับผู้บริโภคก็กระตุ้นกำลังซื้อได้ยากขึ้น
นายมิลินทร์ กล่าวว่า ในสภาวะเหล่านี้ผู้ประกอบการพยายามปรับตัวอย่างมาก ภาคธุรกิจเริ่มตัดสินใจลงทุนเรื่องโซลาเซลล์ และสนใจรถไฟฟ้า (EV) มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพิงน้ำมันในระยะยาว โดยประเมินเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ภาพรวมค่อนข้างหนักเนื่องจากวิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบที่รุนแรงและกว้างต่อทุกภาคส่วน คาดว่าตัวเลขในภาคธุรกิจการค้าน่าจะหายไปอย่างน้อย 10% และไตรมาสที่ 2 ยังคงหนักไม่ต่างกันหากราคาน้ำมันยังไม่ลดลง
“แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะยุติหรือหาข้อสรุปได้ แต่ช่วงเวลา 8 เดือน- 1 ปี หลังจากนี้ อาจเป็นช่วงระยะเวลาการฟื้นฟูผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในคาบสมุทรอาหรับที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงและไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ในทันที เชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มมีความชัดเจนดีขึ้นก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลงและเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูจริง”
อย่างไรก็ตาม คงไม่คาดหวังว่าทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมภายในเร็ววัน เพราะสถานการณ์จะยังไม่คลี่คลาย ไม่แน่ว่าอาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี กว่าระบบต่าง ๆ จะเริ่มเข้าที่เข้าทาง แต่ที่แน่ๆ ภาคธุรกิจจะได้รับความเสียหายถ้วนหน้า ส่วนภาคประชาชนยังคงต้องเผชิญกับสภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้อยากให้รัฐบาลขอความร่วมมือจากธนาคาร ให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs โดยการ พักชำระหนี้หรือปลอดดอกเบี้ยเป็นเวลา 1-2 ปี เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสตั้งตัวได้จริง ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การเลื่อนการเก็บหนี้ไปชั่วคราว ที่สำคัญควรเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับพลังงานทางเลือก ทั้งนำนวัตกรรมอย่าง AI มาใช้เพื่อทางรอดของประเทศให้เร็วที่สุด







