thansettakij
thansettakij
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ไทยช่วยไทยพลัสช่วยระยะสั้น เสนอ 11 ทางรอดเศรษฐกิจ

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ไทยช่วยไทยพลัสช่วยระยะสั้น เสนอ 11 ทางรอดเศรษฐกิจ

20 พ.ค. 69 | 06:16 น.
อัปเดตล่าสุด :20 พ.ค. 69 | 10:12 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงานลดต้นทุนทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัญหาหลัก
  • เสนอ 11 มาตรการทางรอดเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
  • ข้อเสนอสำคัญมุ่งเน้นการเพิ่มสภาพคล่องและสินเชื่อให้รายย่อย, แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ, ลดต้นทุนพลังงาน และสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และช่วยพยุงกลุ่มเปราะบางรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน คือการ “รื้อโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงาน” ซึ่งกำลังกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่กดทับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

เขาระบุว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าครองชีพที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกำลังซื้อ สภาพคล่อง และการจ้างงาน ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบางทางการเงิน

“สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ Quick Big Change โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม ไม่ผลักภาระให้ประชาชน และไม่ซ้ำเติมผู้ประกอบการ เพราะหากยังปล่อยให้ต้นทุนพลังงานเป็นปัญหาเรื้อรัง จะนำไปสู่ 5 วิกฤตใหญ่ ทั้งต้นทุนธุรกิจพุ่ง ค่าครองชีพพัง ปิดกิจการ เลิกจ้าง หนี้เสีย หนี้นอกระบบ และวิกฤตศรัทธาต่อระบบเศรษฐกิจ”

เสนอ 11 มาตรการ “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ”

นายแสงชัย กล่าวว่า ภาคเอสเอ็มอีต้องการเสนอแนวทาง “Quick Big Win” เพื่อให้ภาครัฐนำไปต่อยอดเชิงนโยบาย ภายใต้แนวคิด “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ(ธรรม)” เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

 

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ “mSMEs Credit Supply Chain Financial Plus” ที่ต้องการเติมทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้รายย่อย ผ่านระบบสินเชื่อของสถาบันการเงินรัฐ โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการซื้อขาย พร้อมระบบ Credit Scoring เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงทุนสำหรับซื้อวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังเสนอ “mSMEs ปลดหนี้นอกระบบ” ผ่านกลไก “ธนาคารที่ดินเพื่อเอสเอ็มอี” เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยสูง และดึงผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ

สกัดนอมินี-แก้เครดิตเทอม-ลดต้นทุนพลังงาน

สำหรับด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภาคเอสเอ็มอีเสนอ “mSMEs-GP” เพื่อเพิ่มสัดส่วนตลาดให้รายเล็ก พร้อมตรวจสอบกลุ่มทุนและต่างชาตินอมินีที่เข้ามาสวมสิทธิ์ SME-GP

ขณะเดียวกัน ยังผลักดัน “mSMEs – Farmer ปลดล็อก Credit Term” เพื่อแก้ปัญหาการยืดเครดิตเทอมที่กระทบสภาพคล่องผู้ประกอบการ รวมถึงแก้ปัญหาสัญญาไม่เป็นธรรมและการแข่งขันทางการค้าที่เอาเปรียบรายย่อย

อีกประเด็นสำคัญคือ “mSMEs เบอร์ 5” ที่ต้องการผลักดันโครงการประหยัดพลังงานให้เอสเอ็มอี ผ่านกลไก ITAP ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อช่วยออกแบบเทคโนโลยีลดต้นทุนพลังงาน และเชื่อม Soft Loan สำหรับลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

 

ดันแพลตฟอร์มไทย-Blockchain รื้อระบบรัฐ

นายแสงชัย ยังเสนอให้รัฐเร่งสร้าง “mSMEs Mega แพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทย” เพื่อเป็นระบบจองที่พัก ร้านอาหาร และท่องเที่ยวของไทยเอง ลดการพึ่งพา OTA ต่างชาติ และลดต้นทุนค่า GP ที่กระทบผู้ประกอบการไทย

พร้อมกันนี้ ยังผลักดัน “Blockchain Government Services for mSMEs” เพื่อปฏิรูประบบบริการภาครัฐผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีบล็อกเชน ลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และลดโอกาสทุจริตคอร์รัปชัน

นายแสงชัย กล่าวว่า แม้บางมาตรการอาจต้องใช้งบประมาณ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความจริงใจ” ของภาครัฐในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อพาเศรษฐกิจไทยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านช่วงเปราะบางไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว