
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ชี้ไทยช่วยไทยพลัสช่วยระยะสั้น เสนอ 11 ทางรอดเศรษฐกิจ
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย หนุน “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น จี้รัฐรื้อโครงสร้างพลังงานลดต้นทุนทั้งระบบ
KEY
POINTS
- สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมองว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างต้นทุนพลังงานซึ่งเป็นปัญหาหลัก
- เสนอ 11 มาตรการทางรอดเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
- ข้อเสนอสำคัญมุ่งเน้นการเพิ่มสภาพคล่องและสินเชื่อให้รายย่อย, แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ, ลดต้นทุนพลังงาน และสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลของไทยเพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือเป็นมาตรการที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และช่วยพยุงกลุ่มเปราะบางรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการควบคู่กัน คือการ “รื้อโครงสร้างต้นทุนและราคาพลังงาน” ซึ่งกำลังกลายเป็นต้นเหตุสำคัญที่กดทับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
เขาระบุว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าครองชีพที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อกำลังซื้อ สภาพคล่อง และการจ้างงาน ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบางทางการเงิน
“สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ Quick Big Change โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม ไม่ผลักภาระให้ประชาชน และไม่ซ้ำเติมผู้ประกอบการ เพราะหากยังปล่อยให้ต้นทุนพลังงานเป็นปัญหาเรื้อรัง จะนำไปสู่ 5 วิกฤตใหญ่ ทั้งต้นทุนธุรกิจพุ่ง ค่าครองชีพพัง ปิดกิจการ เลิกจ้าง หนี้เสีย หนี้นอกระบบ และวิกฤตศรัทธาต่อระบบเศรษฐกิจ”
เสนอ 11 มาตรการ “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ”
นายแสงชัย กล่าวว่า ภาคเอสเอ็มอีต้องการเสนอแนวทาง “Quick Big Win” เพื่อให้ภาครัฐนำไปต่อยอดเชิงนโยบาย ภายใต้แนวคิด “เอสเอ็มอีช่วยคิด รัฐช่วยทำ(ธรรม)” เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ “mSMEs Credit Supply Chain Financial Plus” ที่ต้องการเติมทุนและเพิ่มสภาพคล่องให้รายย่อย ผ่านระบบสินเชื่อของสถาบันการเงินรัฐ โดยใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการซื้อขาย พร้อมระบบ Credit Scoring เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงทุนสำหรับซื้อวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และต้นทุนดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังเสนอ “mSMEs ปลดหนี้นอกระบบ” ผ่านกลไก “ธนาคารที่ดินเพื่อเอสเอ็มอี” เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยสูง และดึงผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบการเงินปกติ
สกัดนอมินี-แก้เครดิตเทอม-ลดต้นทุนพลังงาน
สำหรับด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ภาคเอสเอ็มอีเสนอ “mSMEs-GP” เพื่อเพิ่มสัดส่วนตลาดให้รายเล็ก พร้อมตรวจสอบกลุ่มทุนและต่างชาตินอมินีที่เข้ามาสวมสิทธิ์ SME-GP
ขณะเดียวกัน ยังผลักดัน “mSMEs – Farmer ปลดล็อก Credit Term” เพื่อแก้ปัญหาการยืดเครดิตเทอมที่กระทบสภาพคล่องผู้ประกอบการ รวมถึงแก้ปัญหาสัญญาไม่เป็นธรรมและการแข่งขันทางการค้าที่เอาเปรียบรายย่อย
อีกประเด็นสำคัญคือ “mSMEs เบอร์ 5” ที่ต้องการผลักดันโครงการประหยัดพลังงานให้เอสเอ็มอี ผ่านกลไก ITAP ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เพื่อช่วยออกแบบเทคโนโลยีลดต้นทุนพลังงาน และเชื่อม Soft Loan สำหรับลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ
ดันแพลตฟอร์มไทย-Blockchain รื้อระบบรัฐ
นายแสงชัย ยังเสนอให้รัฐเร่งสร้าง “mSMEs Mega แพลตฟอร์มท่องเที่ยวไทย” เพื่อเป็นระบบจองที่พัก ร้านอาหาร และท่องเที่ยวของไทยเอง ลดการพึ่งพา OTA ต่างชาติ และลดต้นทุนค่า GP ที่กระทบผู้ประกอบการไทย
พร้อมกันนี้ ยังผลักดัน “Blockchain Government Services for mSMEs” เพื่อปฏิรูประบบบริการภาครัฐผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีบล็อกเชน ลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว โปร่งใส และลดโอกาสทุจริตคอร์รัปชัน
นายแสงชัย กล่าวว่า แม้บางมาตรการอาจต้องใช้งบประมาณ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความจริงใจ” ของภาครัฐในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อพาเศรษฐกิจไทยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านช่วงเปราะบางไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว






