

KEY
POINTS
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในช่วงรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดว่าจะยังต้องอาศัยรัฐบาลรักษาการอีกประมาณ 4-5 เดือน การขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมยังจำเป็นต้องมีความต่อเนื่อง
โดยเฉพาะมาตรการและโครงการที่ภาครัฐได้วางกรอบงบประมาณปี 2569 ไว้แล้ว ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน และการพัฒนายกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ แรงงาน และภาคประชาชน
นายแสงชัยระบุว่า ภาคเอกชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยยังคงปรับตัวอย่างต่อเนื่อง และพยายามเข้าใช้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่มีอยู่ อย่างไรก็ดี สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ สิ่งที่ภาคธุรกิจคาดหวังคือ “Quick Big Win” หรือโครงการเร่งด่วนที่เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยหัวใจสำคัญคือการลดอุปสรรคและข้อจำกัด เพิ่มการสื่อสารเชิงรุก ขยายการเข้าถึงมาตรการ และเร่งการเปลี่ยนผ่านให้ภาคเอกชน แรงงาน และเกษตรกร ภายใต้แนวคิด “ทำถึงให้ถึงมือ” อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ การปรับตัวของเอสเอ็มอีสามารถทำได้บางส่วนด้วยตัวผู้ประกอบการเอง แต่การมี “แต้มต่อ” และ “กลยุทธ์สร้างการเปลี่ยนแปลง” จะเป็นตัวเร่งหรือเป็น “สะพานเชื่อม” จากธุรกิจดั้งเดิมไปสู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยระบบนิเวศเศรษฐกิจควรเอื้อต่อการเข้าถึงกลไกสำคัญ 9 ด้านประกอบด้วย
1) “หนี้” วางกลไกแก้หนี้อย่างยั่งยืนควบคู่กับการพัฒนาอาชีพ และสร้างวินัยทางการเงินเพื่อลดปัญหาคุณภาพหนี้ครัวเรือน
2) “แต้มต่อ” ให้สิทธิประโยชน์กับเอสเอ็มอี เกษตรกร และแรงงาน เช่น การลดต้นทุนค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบการ
3) “แหล่งทุน” เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ อัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม และปรับระบบค้ำประกันสินเชื่อสำหรับรายย่อย
4) “คุณภาพ” ยกระดับมาตรฐานสู่สากลเพื่อขยายตลาดใหม่
5) “นวัตกรรม” ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม
6) “ผลิตภาพคน” พัฒนาทักษะผู้ประกอบการ แรงงาน และเกษตรกร ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต
7) “ตลาด” ขยายช่องทางการค้า ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการค้าออนไลน์
8) “PPP” หรือความร่วมมือรัฐ-เอกชน ในโครงการที่มีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจสูง เช่น แพลตฟอร์ม Telemedicine, e-commerce, Tourism platform และหน่วยงานส่งเสริมเกษตรกรและเอสเอ็มอีให้เข้าถึงตลาดใหม่
9) “ตลาดทุน” สนับสนุนการระดมทุน การร่วมลงทุน และการควบรวมกิจการที่เป็นมิตร โดยผลักดันเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเข้าสู่ตลาดทุน เช่น Live exchange ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI เพื่อเชื่อมสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก
นายแสงชัยกล่าวว่า ภาคธุรกิจคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เป็น “รัฐบาลแห่งโอกาส” ที่ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างเสถียรภาพทางนโยบาย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนหลักธรรมาภิบาล โดยไม่เพียงมีนโยบายที่ตอบโจทย์ แต่ต้องมีกลไกปฏิบัติการเชิงรุก ติดตาม ประเมินผล และอำนวยความสะดวกให้การทำงานของภาครัฐ “ตรงปก” และเกิดผลจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในระยะต่อไป