thansettakij
thansettakij
SME แบกต้นทุน เดิมพัน Soft Loan ออมสิน 1 หมื่นล้าน ต้องถึงมือรายเล็กจริง

SME แบกต้นทุน เดิมพัน Soft Loan ออมสิน 1 หมื่นล้าน ต้องถึงมือรายเล็กจริง

27 มี.ค. 69 | 06:48 น.
อัปเดตล่าสุด :27 มี.ค. 69 | 08:46 น.

เศรษฐกิจฐานรากยังเปราะบาง ต้นทุนพุ่งรอบด้าน-ค่าไฟจ่อขึ้นซ้ำ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยชี้ Soft Loan ออมสินคือ “ตัวพยุงสำคัญ” แต่ต้องปรับเกณฑ์-มีพี่เลี้ยง-สร้างเครดิตใหม่ ให้รายย่อยเข้าถึงได้จริง

KEY

POINTS

  • SME ไทยเผชิญวิกฤตต้นทุนสูง โดยคาดหวังว่า Soft Loan วงเงิน 1 หมื่นล้านบาทของธนาคารออมสินจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจอยู่รอด
  • ความท้าทายสำคัญคือการทำให้สินเชื่อเข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยตัวจริง ซึ่งในอดีตมักไม่ผ่านเกณฑ์ของธนาคาร
  • มีข้อเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อให้ยืดหยุ่น เพิ่มบทบาทการค้ำประกันโดย บสย. และสร้างความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณา

“Soft Loan วงเงิน 10,000 ล้านบาท ของธนาคารออมสิน” กำลังถูกจับตามองในฐานะกลไกสำคัญของภาครัฐในการประคองผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ท่ามกลางเศรษฐกิจฐานรากที่ยังเผชิญแรงกดดันรอบด้านในจังหวะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นเต็มที่ รายได้ของผู้บริโภคยังเปราะบาง

ขณะที่ต้นทุนของผู้ประกอบการกลับปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งวัตถุดิบ ปัจจัยการผลิต พลังงาน น้ำมัน และค่าขนส่งโลจิสติกส์ อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนจากแนวโน้มการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งอาจยิ่งซ้ำเติมภาระต้นทุนของธุรกิจรายย่อย

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “สภาพคล่อง” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอดของเอสเอ็มอี และทำให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจเดินต่อได้

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า Soft Loan ของธนาคารออมสินในรอบนี้ ถือว่า “มาตรงจังหวะ” เพราะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังต้องการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อประคองธุรกิจและรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

 

“เงินก้อนนี้ไม่ใช่แค่ช่วยเรื่องสภาพคล่อง แต่ยังช่วยลดการไหลไปสู่หนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเอสเอ็มอีไทยมานาน” นายแสงชัยกล่าว อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ขนาดของวงเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้สินเชื่อ “เข้าถึงผู้ประกอบการได้จริง”

จี้ปรับเกณฑ์ ปลดล็อก Soft Loan ถึงมือรายเล็ก

นายแสงชัยกล่าวว่า ความท้าทายของ Soft Loan ในครั้งนี้ คือการออกแบบกลไกให้สามารถเข้าถึงเอสเอ็มอีรายย่อยที่มีความเปราะบาง ซึ่งในอดีตมักเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ต้องยอมรับว่าธุรกิจรายเล็กจำนวนมากไม่ได้มีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ของธนาคาร หากใช้หลักเกณฑ์เดิมก็จะยังติดข้อจำกัดเดิม ทั้งนี้ เสนอให้มีการปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อให้เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจในแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งจัดสรรวงเงินให้สอดคล้องกับขนาดกิจการ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึง

ขณะเดียวกัน การมี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ ถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน โดยเสนอให้เพิ่มสัดส่วนการค้ำประกัน และเน้นการดำเนินการผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อเร่งให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริง

พร้อมกับเสริมอีกว่า การช่วยเหลือเอสเอ็มอีไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการให้สินเชื่อเท่านั้น แต่ควรมีระบบสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพควบคู่กันไป “เอสเอ็มอีจำนวนมากไม่ได้ขาดแค่เงิน แต่ขาดพี่เลี้ยงที่จะช่วยดูธุรกิจให้เห็นทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการปรับตัว”

โดยเสนอให้ภาครัฐบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และหน่วยงานด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อช่วยยกระดับเอสเอ็มอีให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

ชี้ “ไม่ผ่านต้องรู้เหตุผล” สร้างโอกาสกลับเข้าระบบ

ในส่วนของกระบวนการพิจารณาสินเชื่อควรมีความชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ผ่านการอนุมัติไม่ควรปล่อยให้เอสเอ็มอีงงว่าทำไมกู้ไม่ผ่าน ต้องมีคำอธิบาย และมีแนวทางให้เขาปรับปรุงเพื่อกลับมาใหม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มที่มีศักยภาพแต่ยังขาดคุณสมบัติบางส่วน หากได้รับการบ่มเพาะและสนับสนุนเพิ่มเติม ก็อาจสามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ในอนาคต

เสนอเครดิตเทอม-วอลเลตดิจิทัล เติมสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพิ่มเติม เช่น การให้วงเงินเครดิตเทอมผ่านระบบ Invoice, PO หรือ Factoring รวมถึงการพัฒนา “เครดิตวอลเลต” สำหรับเอสเอ็มอีรายย่อยและเกษตรกร โดยอาจเชื่อมกับแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้วงเงินในการซื้อวัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตที่จำเป็น พร้อมกำหนดระยะเวลาชำระ 30-60 วัน ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพคล่องและวินัยทางการเงินในระบบอย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐในช่วงวิกฤตจำเป็นต้องตอบโจทย์และสามารถนำไปใช้ได้จริง ไม่ใช่เพียงมาตรการเชิงนโยบาย

“วันนี้โจทย์ไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐกิจเดิน แต่ต้องเดินไปพร้อมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทำให้เศรษฐกิจลอยตัว แต่ไม่ลอยแพประชาชน"

ทั้งนี้ Soft Loan วงเงิน 10,000 ล้านบาทของธนาคารออมสิน จึงถูกมองว่าเป็นทั้งเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก และบททดสอบสำคัญของการออกแบบนโยบาย ที่จะชี้ว่าภาครัฐสามารถช่วยให้เอสเอ็มอี “เข้าถึง-ปรับตัว-และอยู่รอด” ได้จริงมากน้อยเพียงใดในระยะต่อไป