
‘ชกข้ามรุ่น’ ยักษ์ร้านอาหาร แห่ปั้นแบรนด์ชิงตลาด ‘สตรีทฟู้ด’
“สตรีทฟู้ด” ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่เติบโตโดดเด่น จับตาบิ๊กเนมแห่ปั้นแบรนด์ใหม่ชิงแชร์ตลาดแมส สร้างปรากฏการณ์ “ชกข้ามรุ่น” ท่ามกลางสมรภูมิ Red Ocean ต้นทุนพุ่ง ทั้งค่าเช่าที่-วัตถุดิบ-ค่าแรง
KEY
POINTS
- ตลาดสตรีทฟู้ดมีแนวโน้มเติบโตสูงและมีมูลค่ามหาศาล ดึงดูดให้กลุ่มทุนร้านอาหารขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนและแข่งขัน
- บริษัทร้านอาหารยักษ์ใหญ่ต่างปรับกลยุทธ์ด้วยการสร้างแบรนด์ใหม่ในราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อเจาะตลาดมวลชน เช่น "เขียง" ของ ZEN Group และ "ตะหลิว" ของ CP
- ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อลดลง ซึ่งทำให้ลูกค้ามองหาอาหารที่คุ้มค่าและสามารถรับประทานได้บ่อยครั้ง
ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจร้านอาหารจะอยู่ที่ 5.7 แสนล้านบาท เติบโต 4.8% โดยกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุดคือ "ร้านอาหารข้างทาง" (Street Food) ที่มีหน้าร้าน ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 2.66 แสนล้านบาท หรือเติบโต 6.8% เนื่องจากเป็นเมนูพื้นฐานที่ราคาไม่สูง ประกอบกับได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” สถานการณ์นี้ดึงดูดให้แบรนด์ร้านอาหารยักษ์ใหญ่ต้องปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ด้วยการลดระดับราคาลงมาปั้นโมเดลสตรีทฟู้ดเพื่อชิงฐานลูกค้าทั่วไป เกิดเป็นปรากฏการณ์ “มวยรุ่นใหญ่ลดน้ำหนักลงมาชกกับมวยรุ่นเล็ก” เช่น ZEN Group ทำแบรนด์ “เขียง” แตกไลน์จากร้านญี่ปุ่น มาทำอาหารตามสั่ง ข้าวจานเดียว ราคาจับต้องง่าย
หรือ เชสเตอร์ของ CP ก็ปั้นแบรนด์ขึ้นมาอย่าง “ตะหลิว” ใช้ครัวเดิมของเชสเตอร์ มาทำอาหารสไตล์สตรีทฟู้ด จะเห็นได้ว่าหลายแบรนด์จะเน้นการทำราคาที่จับต้องได้ควบคู่กับความสะดวกและรวดเร็ว การรุกคืบของทุนใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน ทำให้สมรภูมินี้กลายเป็นการแข่งขันระดับ Red Ocean ที่รุนแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สอดคล้องกับข้อมูลจาก นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ที่ระบุว่า ธุรกิจสตรีทฟู้ดไทยกำลังแข่งขันรุนแรง จากจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 6 แสนราย โดยจุดเด่นสำคัญที่ทำให้คนเข้าสู่ตลาดจำนวนมากคือสามารถควบคุมต้นทุนได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารจานเดียวใช้วัตถุดิบไม่มากและผลิตในปริมาณสูง เช่น ขายขาหมูวันละ 200 ขา หรือข้าวมันไก่วันละ 500 กล่อง ส่งผลให้มีอำนาจต่อรองราคาวัตถุดิบ จากกิโลกรัมละ 80 บาท ลดเหลือราว 40 บาทได้
อย่างไรก็ตามโครงสร้างราคายังขึ้นอยู่กับสถานที่ขายโดยสตรีทฟู้ดระดับรถเข็นยังคงขายได้ในราคาหลักสิบ เพราะไม่มีต้นทุนแฝงด้านค่าเช่า ระบบบริหารจัดการ ภาษี และแรงงาน ขณะที่ร้านในห้างหรือโรงแรมมีต้นทุนสูง ทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มตาม
ในมุมมองของผู้บริหารภาคเอกชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ “นางสาวชุติมา เปรื่องเมธางกูร” ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า จุดแข็งสำคัญของ "สตรีทฟู้ดไทย" คือการเป็นอาหารที่ “กินซ้ำได้” ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแตกต่างจากอาหารประเภทปิ้งย่างที่ผู้บริโภคไม่ได้กินทุกวัน
ส่งผลให้อาหารไทยมีฐานลูกค้าประจำที่เหนียวแน่น แต่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อหดตัวลง 20% ภาคธุรกิจจึงต้องปรับกลยุทธ์จากการเจาะตลาดระดับบนลงมาสู่ตลาด Mass มากขึ้น โดยใช้แนวคิดยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเพื่อแก้ Pain Point และตอบโจทย์ความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคกำลังมองหาเป็นอันดับต้นๆ
ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโฟลิโอรวม 16 แบรนด์ ภายใต้เครือ “รวยไม่หยุด” ครอบคลุมหลายเซกเมนต์ เริ่มจากกลุ่มอาหารเกาหลี ได้แก่ Nice Two Meat U, Cheongdam Korean Restaurant, E-Bomb, Chago และ ร้านเกาหลีแฟรนไชส์นำเข้าใหม่ เตรียมเปิดในไตรมาส 2 นี้ ถัดมาเป็นกลุ่มอาหารญี่ปุ่น ได้แก่ Rollishi และ Wagyu no Kiwame ที่เปิดใหม่ในไตรมาส 1
ขณะที่กลุ่มคาเฟ่และของหวาน ประกอบด้วย Fire Tiger, Mil Toast House Thailand, Dalmatian และ Juicy Baby ส่วนกลุ่มอาหารไทยและสตรีทฟู้ด ได้แก่ เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวเรือ, เกศเตี๋ยว ก๋วยเตี๋ยวป็อกป็อก & ต้มยำ, ข้าวแกง & ปลาทู, Black Pig แจ่วฮ้อน So Hot และข้าวมันไก่หนีห่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพลักษณ์ของเครือจะผูกกับร้านอาหารเกาหลีระดับพรีเมียม แต่ปีนี้ “รวยไม่หยุด” ปรับกลยุทธ์หันมารุกตลาดอาหารไทยและสตรีทฟู้ดอย่างจริงจัง โดยมองว่าอาหารแมสเป็นแหล่งสร้างกระแสเงินสดที่สำคัญ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่กินได้ทุกวัน ซื้อง่ายขายคล่อง ควบคู่จุดเด่นด้านต้นทุนต่ำและคืนทุนเร็ว
ในปี 2569 บริษัทเตรียมนำทัพด้วยแบรนด์ “เกศเตี๋ยว” (ก๋วยเตี๋ยวเรือ) ที่เข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ราคาเริ่มต้นหลักสิบบาท ไปจนถึงเมนูเนื้อวากิว ปัจจุบันมี 4 สาขา และมีแผนขยายเพิ่มอีก 5 สาขาในช่วงไตรมาส 3 ได้แก่ One Bangkok, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล บางนา, The Forestias และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า พร้อมกันนี้บริษัทยังวางตำแหน่งแบรนด์สตรีทฟู้ดให้เข้าถึงง่าย เช่น “ข้าวมันไก่หนีห่าว” ที่ชูคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาจับต้องได้ เพื่อขยายฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการใช้โมเดลธุรกิจที่หลากหลายทั้งการเปิด Cloud Kitchen เพื่อลดต้นทุน และการทำร้านข้าวแกงในทำเลที่มีค่าเช่าสูงเพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าสตรีทฟู้ดคือเครื่องมือหลักในการขยายฐานลูกค้าของธุรกิจร้านอาหารไทยในปัจจุบัน โดยต้องบาลานซ์ระหว่าง “คุณภาพ-ราคา-การเข้าถึง” ให้ลงตัวที่สุด การปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่นทั้งหน้าร้านและดีลิเวอรีจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง และเป็นทางรอดที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภควงกว้างท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพในปัจจุบัน
ขณะที่ นายก้องภพ เอื้อศิริทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือนับเงิน กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรุกตลาดสตรีทฟู้ดในย่านเชิงพาณิชย์หลักอย่างสยามสแควร์ โดยมุ่งพัฒนาแบรนด์ “ข้าวมันไก่เฮียโก้” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา และวัยทำงานที่ต้องการอาหารคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาจากเดิมที่ร้าน “โกโก้ สยาม” วางตำแหน่งเป็นอาหารไทยพรีเมียมราคาต่อจานค่อนข้างสูงทำให้เจาะกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ได้ยาก
บริษัทจึงนำเมนูข้าวมันไก่ซึ่งเป็นอาหารที่เข้าใจง่ายและเป็นที่รู้จักในระดับสากลมาแยกแบรนด์ให้ชัดเจนโดยเริ่มเปิดร้านเมื่อปี 2568 เพื่อสร้างการจดจำที่โดดเด่นยกระดับมาตรฐานวัตถุดิบให้คงที่และแตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป โดยตั้งเป้าปรับสัดส่วนลูกค้าคนไทยให้เพิ่มขึ้นเป็น 50:50 จากเดิมที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ 80%
ปัจจุบันบริษัทมีทั้งหมด 3 แบรนด์ ได้แก่ โกโก้ สยาม, ข้าวมันไก่เฮียโก้ และน้องใหม่อย่าง “ชาววัง Express” โดยตั้งเป้าเติบโตแบบ 200% ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในร้าน โดย ชาววัง Express จะทำเดลิเวอรี่ อยู่ในร้านเดียวกับ ข้าวมันไก่เฮียโก้ เผื่อควบคุมต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายในยุคที่ค่าพลังงานพุ่งสูงขึ้นและลดความเสี่ยงในการเปิดร้านใหม่
2.ยกระดับสู่ระบบปฏิบัติการที่กระชับเป็นมาตรฐาน เพื่อลดความผิดพลาดจากบุคลากร และ 3.การรุกตลาดออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้เสริมผ่าน E-commerce และโซเชียลมีเดียในวันที่ยอดขายหน้าร้านชะลอตัว






