thansettakij
thansettakij
“ฟู้ดเซอร์วิสไทย” แกร่งแซงตลาดโลก จับตา QSR-สตรีทฟู้ด โตแรง

“ฟู้ดเซอร์วิสไทย” แกร่งแซงตลาดโลก จับตา QSR-สตรีทฟู้ด โตแรง

24 เม.ย. 69 | 10:20 น.
อัปเดตล่าสุด :24 เม.ย. 69 | 10:23 น.

ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสไทยโตแกร่งแซงตลาดโลก จับตา “QSR-สตรีทฟู้ด” ดาวเด่น แนะใช้เทคโนโลยีเสริมบริการอัตโนมัติ ดีลิเวอรี เทคโฮม

KEY

POINTS

  • ตลาดธุรกิจบริการด้านอาหารของไทยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 4.1% มีมูลค่า 2.68 หมื่นล้านยูโร ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าตลาดโลก
  • กลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) เป็นปัจจัยหนุนหลัก โดยมีการเติบโตโดดเด่นที่สุดถึง 5.1% และถูกมองว่าเป็นเซกเมนต์ที่มาแรงที่สุด
  • กลุ่มสตรีทฟู้ดยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่ง โดยสามารถสร้างมูลค่าตลาดในประเทศไทยได้เป็นอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่ากว่า 8.79 พันล้านยูโร

นายอันโตนิโอ เชลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fiere di Parma ผู้จัดงาน TUTTOFOOD กล่าวว่า จากรายงาน Foodservice Market Monitor 2026 โดยดีลอยท์ พบว่า ตลาดโลกเติบโต 2.2% ในปี 2025 เมื่อเทียบกับปี 2024 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากทวีปยุโรป (เติบโต 6.0%) และเอเชียแปซิฟิก (เติบโต 3.2%)  หากโฟกัสเฉพาะตลาดธุรกิจบริการด้านอาหารในประเทศไทย จะเห็นว่าในปี 2025 มีมูลค่าแตะ 26.8 พันล้านยูโร โตแซงตลาดโลกและมีการขยายตัวถึง +4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

อันโตนิโอ เชลลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fiere di Parma

โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurants หรือ QSR) ที่เติบโตโดดเด่นถึง 5.1% โดยกลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่มาแรงที่สุดในไทยปี 2025 และถูกจับตามว่าเป็นเซกเมนต์ที่โตเร็วที่สุดในอนาคต

 

ควบคู่ไปกับกลุ่มสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย โดยในปี 2025 กลุ่มสตรีทฟู้ดสามารถสร้างมูลค่าตลาดในประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยมูลค่ากว่า 8.79 พันล้านยูโร ซึ่งตลาดในทวีปอเมริกาเหนือและเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะผลักดันการเติบโตของโลกด้วยกลุ่มธุรกิจสองรูปแบบนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ ตลาดธุรกิจบริการด้านอาหารของไทยยังคงมีแนวโน้มที่จะรักษาความแข็งแกร่งไปจนถึงปี 2030 ซึ่งช่วยตอกย้ำโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง

ทอมมาโซ นาสตาซี

“ธุรกิจบริการด้านอาหารกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไปและความซับซ้อนของซัพพลายเชน ในบริบทนี้ TUTTOFOOD ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจอาหารชั้นนำของยุโรปตอนใต้ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอินไซต์ทางการตลาดให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตทั่วโลกกับผู้ซื้อระดับแนวหน้ากว่า 4,000 ราย โดยมีโปรแกรมผู้ซื้อ (Buyers Program) ที่มาช่วยสนับสนุนและจัดขึ้นร่วมกับสำนักงานพาณิชย์อิตาลี (ITA – Italian Trade Agency)”

ด้านนายทอมมาโซ นาสตาซี พาร์ทเนอร์จากดีลอยท์ และผู้นำด้านบริการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation Service) กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเติบโตของตลาดธุรกิจบริการด้านอาหารถูกขับเคลื่อนโดย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การขยายรูปแบบธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน และการเติบโตของเชนร้านอาหาร

ซึ่งพิสูจน์แล้วสามารถผสานทั้งบริการ คุณภาพ และประสบการณ์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ช่องทางนี้มีความน่าสนใจมากขึ้นสำหรับทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยความร่วมมือกับเชนร้านอาหารไม่เพียงแต่ช่วยให้ซัพพลายเออร์เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขาย ลดต้นทุนในการให้บริการเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพื่อนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะด้านมากขึ้น และสร้างมูลค่าที่เหนือกว่าให้เกิดขึ้นทั่วทั้งอีโคซิสเต็มในที่สุด

“ฟู้ดเซอร์วิสไทย” แกร่งแซงตลาดโลก จับตา QSR-สตรีทฟู้ด โตแรง

“การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ “New Normal” ของอุตสาหกรรม ที่ให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพการดำเนินงาน นวัตกรรมรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และการเชื่อมโยงซัพพลายเชน ที่กำลังกลายเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการแข่งขันทั่วทั้งอุตสาหกรรม”

ในระดับโลก ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยบรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียม กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริการเดลิเวอรี โดย 90% ของผู้บริโภคยินดีสั่งอาหารหลากหลายมากขึ้น หากมีบรรจุภัณฑ์ที่ดีรองรับ และ 53% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม

ขณะเดียวกัน ความคุ้มค่า กลายเป็นปัจจัยหลัก โดยที่ผู้บริโภคประมาณ 80% มีความต้องการด้านประสบการณ์ดิจิทัลตลอดการใช้บริการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าระบบเหล่านี้จะยังไม่ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาดแต่ละประเทศก็ตาม

ส่วนของผู้ประกอบการ การเติบโตของการบริโภคนอกสถานที่ ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านค้า โดยผู้ประกอบการกว่า 41% วางแผนเพิ่มพื้นที่สำหรับบริการเดลิเวอรีและซื้อกลับบ้านโดยเฉพาะ และ 34% ของร้านอาหารบริการด่วน จะเน้นการเปิดสาขาสำหรับซื้อกลับบ้านเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ ระบบอัตโนมัติ (Automation) ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย โดย 74% ของผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเพียง 28% ที่รายงานว่าได้รับผลกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ถือเป็นโอกาสที่ชัดเจนในการปรับปรุงประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรมต่อไปในอนาคต