thansettakij
thansettakij
สงครามตะวันออกกลาง กดดัน SME ไทย ต้นทุนพุ่ง 98.8% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ

สงครามตะวันออกกลาง กดดัน SME ไทย ต้นทุนพุ่ง 98.8% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ

10 มี.ค. 2569 | 09:15 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 09:20 น.

สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเผยผลสำรวจพบผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกือบทั้งระบบมีต้นทุนเพิ่มจากราคาพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ท่ามกลางความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์โลก

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อ SME ไทย โดยผลสำรวจชี้ว่า 98.8% มีต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น
  • โครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป (37.2%) รองลงมาคือค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค (22.6%) และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง/ค่าขนส่ง (11.5%)
  • สถานการณ์ที่ยืดเยื้อถูกประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ทั้งด้านต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของประชาชนที่อาจสูงขึ้นต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่มีแนวโน้มขยายวงความขัดแย้งและกระทบต่อราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซ LNG รวมถึงภาคการค้า การบริการ การขนส่งโลจิสติกส์ การส่งออก–นำเข้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ทำให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า การสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า เอสเอ็มอี 98.8% มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนแรงกดดันต่อการดำเนินธุรกิจในวงกว้าง ขณะที่ ธุรกิจที่มีต้นทุนทรงตัวมีเพียง 1.1% และต้นทุนลดลงเพียง 0.1% เท่านั้น

เมื่อจำแนกโครงสร้างต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พบว่า ต้นทุนค่าวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปคิดเป็น 37.2% ของต้นทุนรวม รองลงมาคือ ค่าไฟฟ้าและสาธารณูปโภค 22.6% และ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าขนส่ง 11.5% ซึ่งล้วนเป็นต้นทุนหลักที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี

ทั้งนี้ ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มยืดเยื้อ และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในมิติของต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายแสงชัย ระบุว่า มาตรการตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ถือเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์และกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจไทย

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น ทั้งสงครามความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าจากกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา รวมถึงแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแนวโน้มการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าและการลงทุนในอนาคต

ขณะเดียวกัน การเพิ่มขีดความสามารถและความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ อาทิ การให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล การนำ AI และ Blockchain มาใช้ในระบบบริการ รวมถึงการวางแผนบริหารงบประมาณปี 2569–2570 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

4 ปัจจัยเสี่ยงกดดันเอสเอ็มอี

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีในปัจจุบัน ประกอบด้วย

 1. ปัจจัยด้านรายได้และกำลังซื้อของผู้บริโภค เช่น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกับรายได้ ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง และการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้น

 2. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก สงครามภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า รวมถึงความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่

 3. ปัจจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากธุรกิจต่างชาติและสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ

 4. ปัจจัยด้านการเข้าถึงแหล่งทุน โดยเอสเอ็มอีจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน และมีต้นทุนทางการเงินที่สูง

เสนอ 8 แนวทางปรับตัวธุรกิจเอสเอ็มอี

นายแสงชัยเสนอแนวทางปรับตัวของภาคธุรกิจและแนวทางสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ ได้แก่

  • การแสวงหาตลาดใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม
  • การปรับลดต้นทุนวัตถุดิบและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน พร้อมกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน
  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Value Supply Chain) ให้มีเสถียรภาพด้านต้นทุน คุณภาพ และการส่งมอบ
  • การลงทุนพัฒนามาตรฐานสินค้าและบริการระดับสากล พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI
  • การยกระดับการสร้างแบรนด์และปรับกลยุทธ์ราคาเพื่อสร้างความแตกต่าง
  • การส่งเสริมช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน พร้อมมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืน
  • การใช้ประโยชน์จากนโยบายและโครงการสนับสนุนของภาครัฐ รวมถึงการส่งเสริม Local Content เพื่อลดการนำเข้า
  • การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต

เปิดสถานะสุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอีไทย

ทั้งนี้ การประเมินสุขภาพธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วง ไตรมาส 4 ปี 2568 ก่อนเกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน พบว่า เอสเอ็มอีแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่เติบโตต่อเนื่อง 21.1%
  • กลุ่มที่รายได้เพียงพอรายจ่ายแต่ไม่พอลงทุน 33.1%
  • กลุ่มที่อยู่ในช่วงขาลงแต่ยังพอประคองธุรกิจได้ 27.7%
  • กลุ่มที่กำลังปรับโครงสร้างหนี้ 12.0%
  • กลุ่มที่ขาดทุนต่อเนื่องและต้องพึ่งพาหนี้ใหม่ 2.5%
  • กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย 3.6%

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า เอสเอ็มอีไทยมีเพียงประมาณ 1 ใน 5 เท่านั้นที่สามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะที่อีกเกือบ 80% ยังต้องการมาตรการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายแสงชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ภายใต้สถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อก้าวสู่โมเดล “High Speed, High Productivity และ High Value” ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในอนาคต