thansettakij
thansettakij
ศึกตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง กรุงไทย แนะถือทองคำ 5-10%

ศึกตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง กรุงไทย แนะถือทองคำ 5-10%

10 มี.ค. 2569 | 07:43 น.
อัปเดตล่าสุด :10 มี.ค. 2569 | 07:47 น.

Krungthai CIO ชี้สงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดโลก ยกความเสี่ยง Energy Shock ระยะสั้นเป็นฉากทัศน์หลัก แนะถือทองคำ 5-10% ลดความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และเกิดภาวะช็อกด้านพลังงาน (Energy Shock)
  • Krungthai CIO แนะให้นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อรับมือความผันผวน โดยแนะนำให้ถือครองทองคำในสัดส่วน 5-10% เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
  • แม้ตลาดจะมีความเสี่ยงสูง แต่ยังคงแนะนำกลยุทธ์ "Stay Invested" หรือคงสัดส่วนการลงทุน และพิจารณาลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive และ REITs เพิ่มเติม
  • ราคาพลังงานที่สูงขึ้นสร้างความกังวลว่าอาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)

ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 9-13 มีนาคม 2569 ว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดการเงินโลกในขณะนี้ คือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยกระดับรุนแรงขึ้น หลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก

สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดย Krungthai CIO ได้ปรับการประเมินสถานการณ์ โดยยกระดับฉากทัศน์ที่เกิด ภาวะช็อกด้านพลังงาน  (Energy Shock) 

ในระยะสั้นขึ้นเป็นกรณีฐานใหม่ (Base Case) แทนสมมติฐานเดิม เนื่องจากความตึงเครียดมีแนวโน้ม ยืดเยื้อและอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก Krungthai CIO มองว่า การปรับตัวลดลงของ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นโลก ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนความกังวลว่า สงครามอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในระยะถัดไป

อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่ Krungthai CIO ยังแนะนำ กลยุทธ์ “Stay Invested” หรือ การคงสัดส่วนการลงทุนในตลาด โดยไม่ตื่นตระหนกต่อความผันผวนระยะสั้น เนื่องจากข้อมูลในอดีตชี้ว่า ตลาดหุ้นมักปรับตัวลงแรงในช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่มีแนวโน้มกลับมามีเสถียรภาพได้ หากสถานการณ์ไม่ลุกลามจนกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้านกลยุทธ์การลงทุน Krungthai CIO แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตสู่ความสมดุลมากขึ้น (Tactical Asset Allocation : Balance) เพื่อรับมือกับความผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เน้นถือสินทรัพย์ที่มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน พร้อมคงสัดส่วนการลงทุนในทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อใช้เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ที่สำคัญในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง 

ขณะเดียวกันสามารถเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานจำกัด รวมถึง กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เพื่อช่วยสร้างกระแสเงินสดจากเงินปันผลท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน

นอกจากนี้ นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนไปยัง ตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีศักยภาพเติบโต เช่น เวียดนามและจีน เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ขณะเดียวกันควรระมัดระวังการลงทุนในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูง เช่น อินเดีย ซึ่งอาจได้รับผล กระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง 

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ ยังคงมุมมอง Neutral เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัว และส่งผลให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกอาจล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ Krungthai CIO มองว่า ทิศทางตลาดในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความชัดเจนในการแต่งตั้งผู้นำคนใหม่ของอิหร่าน รวมถึงท่าทีทางการทหารของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ระยะถัดไป