
Aramco กำไรปี 68 วูบ 12% เซ่นสงครามตะวันออกกลาง สั่งลุยซื้อหุ้นคืนครั้งแรก
อารามโก (Aramco) ยักษ์พลังงานซาอุฯ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 ทรุด 12% เหลือ 9.34 หมื่นล้านดอลลาร์ (3.03 ล้านล้านบาท) หลังราคาน้ำมันโลกผันผวนหนักจากพิษสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล บอร์ดควัก 3 พันล้านดอลลาร์ (9.75 หมื่นล้านบาท) ซื้อหุ้นคืนครั้งแรกในประวัติศาสตร์
KEY
POINTS
- Saudi Aramco ประกาศผลกำไรสุทธิปี 2568 ลดลง 12% อยู่ที่ 9.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
- สาเหตุหลักของกำไรที่ลดลงมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลงและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- บริษัทได้อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในวงเงินไม่เกิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้น
สำนักงานรอยเตอร์รายงานว่า ซาอุดี อารามโก (Saudi Aramco) (2222.SE) ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยผลประกอบการประจำปี 2568 พบว่ามีกำไรสุทธิอยู่ที่ 93.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3,03 ล้านล้านบาท) ลดลง 12% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ LSEG ที่ 95.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่พุ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม บอร์ดบริหารได้มีมติครั้งประวัติศาสตร์ ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) เป็นครั้งแรกของบริษัท วงเงินไม่เกิน 3 พันล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 9.75 หมื่นล้านบาท
โดยจะดำเนินการต่อเนื่องในระยะเวลา 18 เดือนข้างหน้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกเหนือจากการพึ่งพาการจ่ายเงินปันผลเพียงอย่างเดียว
สำหรับสถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญเกือบถูกปิดตาย บีบให้ผู้ผลิตในภูมิภาคต้องปรับลดกำลังการผลิตลง
โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่เคยพุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์ (3,900 บาท) เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ล่าสุดลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 93 ดอลลาร์ (3,022.5 บาท)
ขณะที่รายได้รวมของบริษัทในปี 2568 ลดลง 7.2% มาอยู่ที่ 415.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 13.5 ล้านล้านบาท ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ที่อ่อนแรงลง
อย่างไรก็ดี อารามโก (Aramco) ยังคงรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Gearing Ratio) ลดลงเหลือเพียง 3.8% ณ สิ้นปี 2568

