thansettakij
‘กัญชาเสรี’ สะเทือนแห่ปิดร้านกว่า 7,000 แห่ง หลังรัฐคุมเข้มใบอนุญาต

‘กัญชาเสรี’ สะเทือนแห่ปิดร้านกว่า 7,000 แห่ง หลังรัฐคุมเข้มใบอนุญาต

01 ก.พ. 2569 | 08:05 น.

กฎกติกาใหม่ “กัญชา” สั่นคลอนห่วงโซ่เศรษฐกิจ ร้านกัญชากว่า 7,000 แห่งเลือกไม่ไปต่อ ยุติใบอนุญาต เงินลงทุนสะดุด ทั้งระบบ

KEY

POINTS

  • ร้านค้ากัญชากว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศตัดสินใจไม่ต่อใบอนุญาตประกอบกิจการหลังเผชิญกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น
  • กฎกระทรวงฉบับใหม่เพิ่มเงื่อนไขและต้นทุนให้ผู้ประกอบการ เช่น จำกัดสถานที่ขายและบังคับให้มีบุคลากรที่ผ่านการอบรม ทำให้รายย่อยไปต่อไม่ไหว
  • ทิศทางนโยบายกำลังเปลี่ยนจาก "กัญชาเสรี" กลับไปสู่ "กัญชาทางการแพทย์" โดยจำกัดการเข้าถึงและกำหนดให้การซื้อต้องใช้ใบสั่งแพทย์

การปรับทิศทางนโยบายกัญชาของประเทศไทยในช่วงปลายปี 2568 กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย นักลงทุน ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยว หลังข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า ร้านกัญชาทั่วประเทศกว่า 7,000 แห่งเลือกไม่ต่อใบอนุญาต เมื่อหมดอายุ ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนที่เคยหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดกัญชาเสรีตั้งแต่ปี 2565 ต้องหยุดชะงัก และบางส่วนอาจสูญหายไปอย่างถาวร จากการเปลี่ยนผ่านสู่กฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีสถานประกอบการกัญชาทั้งหมด 18,433 แห่ง โดยในปี 2568 มีร้านที่ใบอนุญาตหมดอายุถึง 8,636 แห่ง แต่มีผู้ยื่นขอต่ออายุเพียง 1,339 แห่ง หรือคิดเป็นเพียง 15.5% ขณะที่ร้านอีก 7,297 แห่ง เลือกไม่ต่อใบอนุญาต คาดว่าจะเหลือสถานประกอบการที่ยังดำเนินกิจการได้ราว 11,136 แห่ง เท่านั้น

หากประเมินในเชิงเศรษฐกิจ ตัวเลขดังกล่าวหมายถึง เงินลงทุนหลายหมื่นล้านบาทที่อาจต้องสูญเปล่า เนื่องจากร้านกัญชาส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ลงทุนจริง ทั้งค่าเช่า ค่าปรับปรุงสถานที่ ค่าอุปกรณ์ และค่าแรงงาน ตั้งแต่ช่วงที่รัฐเปิดเสรีกัญชาอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565

จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดกัญชาในครั้งนี้ มาจาก (ร่าง) กฎกระทรวงการอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนาม

 

‘กัญชาเสรี’ สะเทือนแห่ปิดร้านกว่า 7,000 แห่ง หลังรัฐคุมเข้มใบอนุญาต

 

สาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับใหม่ คือ การยกระดับสถานประกอบการกัญชา จากร้านค้าทั่วไป ไปสู่สถานที่ที่กฎหมายกำหนดอย่างจำกัด ได้แก่ 1. สถานพยาบาล 2. ร้านขายยา 3. สถานที่ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร 4. สถานที่ปฏิบัติงานของหมอพื้นบ้าน ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มเงื่อนไขด้านสถานที่ ระบบกำจัดกลิ่นและควัน การครอบครองสิทธิในพื้นที่ รวมถึงมาตรฐานการเก็บรักษากัญชา ทั้งการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การแยกพื้นที่จัดเก็บ และข้อห้ามไม่ให้ผลิตภัณฑ์สัมผัสพื้นโดยตรง

ที่สำคัญที่สุด คือ การกำหนดให้ต้องมี ผู้ปฏิบัติงานที่ผ่านการอบรมจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอย่างน้อย 1 คนประจำร้านตลอดเวลาทำการ ซึ่งในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการจำนวนมากมองว่าเท่ากับเป็น “ต้นทุนคงที่ใหม่” ที่สูงเกินกว่าร้านรายย่อยจะรับไหว

ผู้ประกอบการร้านกัญชาแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เล่าให้ “ฐานเศรษฐกิจ” ฟังว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงกัญชาเสรีด้วยเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 2 แสนบาท ก่อนจะทยอยขยายกิจการ ทั้งปรับปรุงร้าน ระบบระบายอากาศ อุปกรณ์จัดเก็บ และสต็อกสินค้า รวมงบลงทุนทั้งหมดเกือบ 1 ล้านบาท

“ตอนเปิดแรกๆ เชื่อว่านโยบายนี้จะไปต่อได้ในระยะยาว เพราะรัฐส่งสัญญาณชัดว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่พอกฎหมายใหม่ออกมา ร้านจะหมดใบอนุญาตช่วง ตุลาคม 2569 และเงื่อนไขใหม่ทำให้ต่อไม่ได้ ทุนทั้งหมดที่ลงไปก็เหมือนจม”

พร้อมยังระบุว่า เงื่อนไขการต้องมีบุคลากรเฉพาะทางหรือแพทย์ประจำร้าน ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายได้จริงไม่สอดคล้องกับภาระใหม่

 “สุดท้ายผู้ประกอบการรายย่อยก็ต้องออกจากตลาดโดยปริยาย ไม่ใช่เพราะทำผิด แต่เพราะไปไม่ไหวตามกฎหมาย”

แรงกดดันให้รัฐต้องทบทวนนโยบายกัญชาเสรี ไม่ได้มาจากมิติธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก ต้นทุนด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล นักวิทยาศาสตร์จาก Center of Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ชี้ว่า นโยบายกัญชาเสรีของไทยเป็นตัวอย่างของการปลดล็อกโดยขาดกรอบกำกับที่ชัดเจน ส่งผลให้ต้นทุนทางสุขภาพและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในระยะยาว

ข้อมูลจากระบบ Health Data Center (HDC) ของกระทรวงสาธารณสุข เปรียบเทียบช่วงก่อนและหลังปลดกัญชาเสรี พบว่า ผู้ป่วย พิษกัญชา เพิ่มขึ้น 3.5 เท่า ผู้ป่วย เสพติดกัญชา เพิ่มขึ้นถึง 6.5 เท่าผู้ป่วย โรคจิตจากการใช้กัญชา เพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกัน ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง จำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับกัญชาในห้องฉุกเฉิน เพิ่มจาก 0 ราย เป็นกว่า 90 รายต่อเดือน ภายในสองปี โดยกว่า 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในระยะยาว

ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้การซื้อกัญชาต้องมี ใบสั่งแพทย์ เพื่อดึงการใช้กลับเข้าสู่ระบบการแพทย์อย่างเป็นทางการ สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางจาก “กัญชาเสรี” ไปสู่ “กัญชาทางการแพทย์” แม้รัฐย้ำว่าผู้ป่วยจะไม่ขาดยา แต่ในมุมเศรษฐกิจ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้หมายถึง ตลาดที่เล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ และการคัดกรองผู้ประกอบการให้เหลือเฉพาะรายที่มีทุน ความพร้อม และอยู่ในระบบสุขภาพเท่านั้น

บทเรียนจากกัญชาเสรีของไทย จึงไม่ใช่เพียงเรื่องการเปิดหรือปิดกิจการ แต่เป็นคำถามใหญ่ถึง ต้นทุนของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่ปลดล็อกก่อนมีกติกาควบคุม และภาระที่เศรษฐกิจและสังคมต้องร่วมกันแบกรับในระยะยาว