โลกผันผวนหนัก ใต้เงาทรัมป์ สมาพันธ์เอสเอ็มอี แนะไทยเร่งพึ่งตนเอง

22 ม.ค. 2569 | 18:46 น.

โลกปั่นป่วนภายใต้อำนาจทรัมป์ 2 ปี แสงชัย ธีรกุลวาณิช ชี้ “กติกาโลกใหม่” เขย่าความมั่นคง–เศรษฐกิจ ไทยต้องตั้งหลักพึ่งตนเอง

KEY

POINTS

  • นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์สร้างความผันผวนทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางและสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • การใช้นโยบายกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้หลายประเทศต้องปรับยุทธศาสตร์เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ
  • สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยแนะให้ไทยต้องเร่งปรับตัวและพึ่งพาตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

2 ปีของการครองอำนาจประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกา โลกกำลังเผชิญความผันผวนครั้งใหญ่ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการใช้อำนาจต่อรองเชิงรุกที่ผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรู และสร้าง “กติกาโลกใหม่” บนฐานผลประโยชน์ของสหรัฐเป็นศูนย์กลาง

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวทางการบริหารของทรัมป์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลอำนาจโลก แต่ยังจุดชนวนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ให้ขยายวงกว้างขึ้นอย่างน่ากังวล จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า โลกกำลังเดินเข้าใกล้ความเสี่ยงของ “สงครามใหญ่” มากขึ้นหรือไม่

“สิ่งที่เห็นชัดคือการใช้อำนาจแบบฝ่ายเดียว การลดบทบาทความร่วมมือพหุภาคี และการกำหนดกติกาตามอำเภอใจ ซึ่งกำลังบ่อนทำลายธรรมาภิบาลโลก” 

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามอง คือการตั้งตนเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” ควบคู่กับการใช้นโยบายที่กลับเพิ่มความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการลดบทบาทสหรัฐในองค์การสหประชาชาติ (UN) การแทรกแซงการเมืองประเทศอื่น หรือความตึงเครียดกับหลายประเทศทั้งจีน รัสเซีย อิหร่าน แคนาดา รวมถึงกรณีกรีนแลนด์ ภายใต้การดูแลของเดนมาร์ก ซึ่งสะท้อนภาพการเมืองโลกที่กำลังแตกขั้วรุนแรง

 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช

 

ขณะเดียวกัน นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของสหรัฐภายใต้ทรัมป์ ถูกมองว่าเป็นการ “เพิ่มโลกเดือด” มากกว่าลดโลกร้อน หลังการถอนตัวจากข้อตกลง Paris Agreement และไม่ให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ภาระการลดโลกร้อนถูกผลักไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

ด้านเศรษฐกิจโลก การใช้กำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า กลายเป็นเครื่องมือหลักของสหรัฐในการต่อรองกับนานาประเทศ นายแสงชัยมองว่า นโยบายดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่ตัวเลขการค้า แต่ลามไปถึงโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้หลายประเทศต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และหันไปจับมือกับพันธมิตรใหม่ข้ามขั้วอำนาจ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสหรัฐมากเกินไป

“โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การค้าไม่ใช่เรื่องเสรีเหมือนเดิม แต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคง”

นอกจากนี้ การแผ่อำนาจทางเศรษฐกิจและทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งกรณีเวเนซุเอลาและกรีนแลนด์ ยังสะท้อนภาพการเมืองเชิงล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ มากกว่าการเป็นผู้นำที่สร้างผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

ในมิติภายในประเทศสหรัฐ ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การปราบปรามแรงงานผิดกฎหมาย ความตึงเครียดทางการเมือง ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และการปรับโครงสร้างภาครัฐ ล้วนส่งแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคแรงงานและภาคเกษตรที่เริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างชัดเจน