จับตาท่าที EU หลังทรัมป์ถอยภาษี-เปิดดีลกรีนแลนด์ เดนมาร์กเปิดช่องเจรจา

22 ม.ค. 2569 | 10:15 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ม.ค. 2569 | 10:43 น.

ท่าทีสหภาพยุโรปเริ่มผ่อนคลาย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณถอยจากการขึ้นภาษีนำเข้ายุโรป ระหว่างการประชุม World Economic Forum พร้อมประกาศกรอบข้อตกลงกรีนแลนด์ ท่ามกลางความกังวลเรื่องอธิปไตยและเสถียรภาพความสัมพันธ์

KEY

POINTS

  • ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกแผนการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากยุโรป หลังเคยใช้เป็นเครื่องมือกดดันในประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการมีบทบาทเหนือกรีนแลนด์
  • สหภาพยุโรป (EU) แสดงท่าทีผ่อนคลายแต่ยังคงระมัดระวังและไม่ไว้วางใจการกลับลำของสหรัฐฯ โดยมองว่าเป็นการลดระดับความขัดแย้ง
  • เดนมาร์กเปิดกว้างในการเจรจากับสหรัฐฯ เรื่องความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก แต่ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ต่อรองเรื่องอธิปไตยเหนือกรีนแลนด์

ท่าทีของสหภาพยุโรป (EU) ต่อสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนไปในเชิง “รับลูกอย่างระมัดระวัง” หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงสัญญาณถอยจากมาตรการกดดันทางการค้า โดยเฉพาะการขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับประเทศยุโรปหลายชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าอาจจุดชนวนความตึงเครียดครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

รายงานจาก เดอะ การ์เดี้ยน (The Guardian) ระบุว่า เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ซึ่งเขายืนยันว่าต้องการ “สิทธิ ความเป็นเจ้าของ และกรรมสิทธิ์” เหนือกรีนแลนด์ แต่ลดโทนจากการข่มขู่ใช้กำลังทางทหาร ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า บรรลุเพียง “กรอบแนวคิดของข้อตกลงในอนาคต” เกี่ยวกับกรีนแลนด์ พร้อมยกเลิกแผนการเก็บภาษีนำเข้าจากยุโรป 8 ประเทศ

ไทม์ไลน์จากขู่ขึ้นภาษี สู่การถอยเกม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 10% กับเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และอาจเพิ่มเป็น 25% ในเดือนมิถุนายน หากประเทศเหล่านี้ยังคัดค้านแนวคิดที่สหรัฐฯ ต้องการมีบทบาทเหนือกรีนแลนด์

อย่างไรก็ตาม หลังการเจรจากับมาร์ก รึทเทอ เลขาธิการ NATO และแรงกดดันจากตลาดการเงิน ทรัมป์ได้ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีดังกล่าว โดยภายหลังยอมรับกับสถานี CNBC ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “แนวคิดของข้อตกลง” (concept of a deal) ไม่ใช่ดีลที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

สหภาพยุโรปผ่อนคลาย แต่ยังไม่ไว้วางใจ

ลาร์ส ล็อกเก ราสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก ให้สัมภาษณ์ว่า “วันนั้นจบลงดีกว่าที่เริ่มต้น” พร้อมระบุว่าเดนมาร์กพร้อมหารือเรื่องความมั่นคงในอาร์กติกกับสหรัฐฯ แต่ต้องอยู่ภายใต้ “เส้นแดง” ด้านอธิปไตยของประเทศ

ขณะที่จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี แสดงท่าทีต้อนรับการลดแรงกดดันของทรัมป์ แต่ฝั่ง NATO ยังคงระมัดระวัง โดยมาร์ก รึทเทอ ย้ำว่ายังมี “งานอีกมากที่ต้องทำ” และไม่มีการเจรจาใด ๆ ที่เสนอให้ลดทอนอธิปไตยของกรีนแลนด์

ด้านผู้นำยุโรปรายอื่นสะท้อนท่าทีชัดเจนมากขึ้น โดยรัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดนระบุว่า ความร่วมมือของพันธมิตรยุโรป “เริ่มเห็นผล” และยืนยันว่าจะไม่ยอมถูกแบล็กเมล ขณะที่นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์มองว่าการยกเลิกภาษีเป็นสัญญาณของ “การลดระดับความขัดแย้ง”

รายงานจาก ไฟแนนเชียล ไทมส์ และ Semafor ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ถอยเกมครั้งนี้ มาจากแรงสั่นสะเทือนของตลาดการเงิน หลังถ้อยแถลงเชิงแข็งกร้าวเกี่ยวกับกรีนแลนด์ก่อนหน้า ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรง ก่อนจะฟื้นตัวทันทีเมื่อทรัมป์ยืนยันว่าจะไม่ใช้กำลังและยกเลิกภาษียุโรป

นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นรูปแบบที่เกิดซ้ำ โดย Semafor ชี้ว่าประเทศยุโรปถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ และหากเกิดการเทขายจริง อาจกระทบอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อย่างรุนแรง

แม้ผู้นำยุโรปจะผ่อนคลายลง แต่บรรยากาศในกรีนแลนด์กลับตรงกันข้าม รายงานจาก AFP ระบุว่าชาวกรีนแลนด์จำนวนมากยังแสดงความไม่เชื่อมั่น โดยบางส่วนมองว่าทรัมป์ “พูดไม่ตรงกับความจริง” และย้ำว่าการเจรจาใด ๆ ที่ไม่มีกรีนแลนด์อยู่ในโต๊ะ ถือว่าไม่ชอบธรรม

เดนมาร์กเปิดช่องคุย ‘Golden Dome’ แต่ย้ำเรื่องอธิปไตย

ในความเคลื่อนไหวล่าสุด นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เมตเต เฟรเดอริกเซน ระบุว่า เดนมาร์กเปิดกว้างต่อการหารือกับสหรัฐฯ เรื่องความมั่นคงในอาร์กติก รวมถึงโครงการระบบป้องกันขีปนาวุธ “Golden Dome” ของสหรัฐฯ โดยย้ำว่าเป็นเรื่อง “ดีและเหมาะสม” ที่ประเด็นนี้ถูกหยิบยกในเวที WEF

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า เดนมาร์ก “ไม่สามารถเจรจาเรื่องอธิปไตยได้” แม้จะพร้อมหารือด้านความมั่นคง การลงทุน และเศรษฐกิจ สะท้อนท่าทีของยุโรปในรอบนี้ โดยการลดแรงปะทะ ซึ่งยังย้ำหลักอธิปไตยและไม่เปิดช่องให้ประเด็นความมั่นคงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือการค้า

ทั้งนี้ ภาพรวมสะท้อนว่า การยกเลิกภาษียุโรปของทรัมป์ถือเป็นจังหวะ “ถอยเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าการเปลี่ยนจุดยืนถาวร สหภาพยุโรปเลือกตอบรับอย่างระมัดระวัง ขณะที่ตลาดการเงินคือแรงถ่วงสำคัญที่ต้องจับตาที่ทำให้ความขัดแย้งรอบนี้ไม่ลุกลามไปสู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ