KEY
POINTS
นายสุรพงศ์ สุทธิกุญชร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวคิดในการดำเนินธุรกิจของบริษัทปรับเปลี่ยนจาก “ขยายก่อน จัดการทีหลัง” มาเป็น “จัดระบบก่อน เติบโตอย่างยั่งยืน” ถือเป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญของไข่หวานบ้านซูชิ หลังจากที่ในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา เร่งขยายสาขาอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันมีสาขากว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ขนาดธุรกิจโตขึ้นมาก แต่ระบบหลังบ้านยังไม่พร้อมรองรับ
สำหรับแผนรีเซ็ตองค์กรถูกวางในกรอบ 3–5 ปี โดยแบ่งออกเป็น 4 แกน เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1. การเสริมความมั่นคงของแบรนด์และระบบบริหาร เริ่มจากปรับโครงสร้างบริหาร วางมาตรฐานการปฏิบัติงาน การควบคุมคุณภาพ และระบบสนับสนุนแฟรนไชส์ เพื่อให้ทุกสาขาใช้มาตรฐานเดียวกัน ลดความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพระหว่างผู้ประกอบการแต่ละราย
2. ยกระดับครัวกลางและซัพพลายเชน ครัวกลางสาขาเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ทำหน้าที่พัฒนาเมนู ผลิตส่วนประกอบหลัก เช่น ข้าวซูชิ และจัดหาวัตถุดิบผ่านระบบ OEM เป้าหมายต่อไปคือทำให้การผลิตมีความเป็นมืออาชีพและควบคุมคุณภาพให้คงที่ ก่อนถ่ายทอดมาตรฐานดังกล่าวไปยังสาขาแฟรนไชส์ทั่วประเทศ
3. ต่อยอดสู่ช่องทางโมเดิร์นเทรด พัฒนาสินค้า Ready-to-Eat และ Ready-to-Cook สำหรับวางขายในห้างและร้านค้าปลีก ช่วยเพิ่มช่องทางรายได้ และขยายการรับรู้ของแบรนด์ไปยังผู้บริโภคที่ไม่ใช่ลูกค้าหน้าร้าน และ 4. วางโรดแมปขยายสู่ตลาดต่างประเทศ จากปัจจุบันมีสาขาในกัมพูชา ซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2567 แม้ต้องชะลอการเปิดเพิ่มจากสถานการณ์การเมือง แต่ยังเห็นโอกาสขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้านและตลาดเอเชียที่เติบโตต่อเนื่อง
นายสุรพงศ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่เร่งขยายสาขา บริษัทเติบโตเร็วมากแต่ระบบหลังบ้านยังไม่แข็งแรง จึงใช้ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเน้นงานจัดระบบ บริหารคน วางมาตรฐาน และปรับวิธีทำงาน ทำให้จำนวนสาขาเติบโตช้าลง แต่เป็นการชะลอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตใหม่ในอนาคต โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ภายใน 3–5 ปี และตั้งเป้าเพิ่มสาขาปีละ 5 แห่ง คาดว่าจะมีทั้งหมด 280 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2569ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพได้จริง
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดให้บริการจัดเลี้ยง “Kaiwanbaansushi Catering” เพื่อเจาะตลาดงานประชุม งานองค์กร งานปาร์ตี้ และงานเฉลิมฉลอง ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง โดยมีบริการ 3 รูปแบบ ได้แก่ Full Service ที่มีเชฟปั้นซูชิสดในงาน, Delivery ส่งซูชิพร้อมทานถึงสถานที่ และ Set Box แบบกล่องพร้อมทานจุดขายคือความสดใหม่ วัตถุดิบคุณภาพ และการปรับแพ็กเกจได้ตามงบประมาณลูกค้า ปัจจุบันเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมองว่าเป็นช่องทางสร้างรายได้ใหม่และช่วยขยายแบรนด์ไปยังฐานลูกค้าองค์กรที่มีความต้องการอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี
ปัจจุบันแบรนด์มีเมนูซูชิมากกว่า 70 รายการ และเมนูอาหารญี่ปุ่นอื่น ๆ อีกกว่า 20 รายการ เช่น ราเมง เมนูกลุ่มเส้นอย่างโซบะ รวมถึงแกงกะหรี่ ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายและรองรับลูกค้าที่ต้องการอาหารจานเดียวหรือเมนูทานง่ายมากขึ้น ซึ่งจะออกเมนูใหม่ทุกเดือน โดยลูกค้าหลักของแบรนด์กว่า 90% เป็นคนไทยตั้งเป้าจับทุกกลุ่ม
ส่วนช่องทางจำหน่ายยังคงมีสัดส่วนหลักมาจากหน้าร้าน 60% ขณะที่บริการเดลิเวอรี่ 40% ผ่าน 3 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Grab, Line Man และ Shopee Food ซึ่งยังเติบโตต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมสั่งอาหารทานที่บ้านมากขึ้น
จุดแข็งของไข่หวานบ้านซูชิยังอยู่ที่โลเคชันสาขาที่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ ระบบหลังบ้านที่เชื่อถือได้ ความคุ้มค่าต่อราคาต่อชิ้น และคุณภาพอาหารที่สูงกว่าระดับราคาที่ลูกค้าจ่าย ทำให้แบรนด์สามารถรักษาฐานลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องแม้การแข่งขันในตลาดจะรุนแรง
นายสุรพงศ์ ยอมรับว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า บริษัทจึงปรับกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น โดยนำระบบ Lean มาลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น จัดระเบียบคลังสินค้า ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพงานครัวกลาง ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1–3 แม้รายได้ลดลง แต่กำไรกลับสูงขึ้นตามหลักคิด “Less Revenue, High Profit” ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจและแฟรนไชส์อยู่รอดในสภาพตลาดที่แข่งขันสูงและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่
สำหรับไตรมาส 4 น่าจะเป็นไฮซีซันจากงานเลี้ยงปลายปี โบนัส และการจับจ่ายเพิ่มขึ้น หากบริษัทควบคุมต้นทุนได้ต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่กำไรสุทธิทั้งปีจะขยับเพิ่มขึ้นจากปีก่อน สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 3–5% เช่นเดียวกับปีนี้
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,157 วันที่ 14 - 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568