
เปิดแนวรบ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ปี 69 ขยาย 70 สาขา ปั้นแบรนด์ใหม่ รับศึกสุกี้เดือด
“สุกี้ตี๋น้อย” เร่งขยายอาณาจักรบุฟเฟต์ รับตลาดสุกี้ 2.5 หมื่นล้านแข่งเดือด วางหมากปี’69 เปิดสาขาเพิ่มกว่า 70 แห่ง เล็งปั้นแบรนด์น้องใหม่ เสริมแกร่งธุรกิจ ดันรายได้แตะหมื่นล้าน
KEY
POINTS
- ตั้งเป้าขยายสาขาสุกี้ตี๋น้อยมากกว่า 70 แห่งภายในปี 2569 เพื่อผลักดันรายได้รวมให้แตะระดับหมื่นล้านบาท
- เตรียมเปิดตัวแบรนด์ร้านอาหารใหม่ที่ไม่ใช่สุกี้ในปี 2569 โดยยังคงเน้นกลยุทธ์ความคุ้มค่าและเจาะตลาดแมส
- เดินหน้าขยายแบรนด์พรีเมียม "ตี๋น้อย โกลด์" โดยมีแผนเปิดสาขาที่ 2 และตั้งเป้าขยายให้ครบ 10 สาขาในอนาคต
- วางแผนเพิ่มจำนวนสาขารวมทุกแบรนด์ในเครือเป็นประมาณ 130-140 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
“สุกี้ตี๋น้อย” กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ของการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางสมรภูมิร้านสุกี้หม้อร้อนที่ทวีความดุเดือดอย่างต่อเนื่อง จากวันที่เคยเป็นเพียง “น้องใหม่” ในตลาด วันนี้แบรนด์สุกี้แมสรายนี้ได้ขยับสถานะขึ้นมาเป็น “บิ๊กแบรนด์” ที่มีศักยภาพก้าวสู่ธุรกิจระดับหมื่นล้านบาทภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี ภายใต้การนำของ “เฟิร์น–นัทธมน พิศาลกิจวนิช”
นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ “สุกี้ตี๋น้อย” ภายใต้บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป (BNN Restaurant Group) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมการแข่งขันในตลาดสุกี้บุฟเฟต์รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการรุกตลาดของผู้เล่นรายใหญ่ที่มีทั้งเงินทุน เครือข่าย และความแข็งแกร่งด้านแบรนด์ ทั้งผู้เล่นดั้งเดิมอย่าง MK รวมถึงลัคกี้สุกี้ แบรนด์ใหม่จากกลุ่มเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่สัญญาณลบ แต่สะท้อนว่าตลาดรวมยังมีขนาดใหญ่และเติบโตได้อีก
ปัจจุบันตลาดสุกี้มีมูลค่าราว 2.5 หมื่นล้านบาท โดย “สุกี้ตี๋น้อย” วางตำแหน่งเป็นผู้นำตลาดสุกี้บุฟเฟต์ที่เติบโตเร็ว ด้วยกลยุทธ์ราคาคุ้มค่า การทำตลาดดิจิทัลที่เข้าถึงผู้บริโภควงกว้าง และการขยายพอร์ตไปสู่ตลาดพรีเมียมแมสผ่านแบรนด์ใหม่
โดยในปี 2567 บริษัทมีรายได้รวม 7,075 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 รายได้รวมกว่า 8,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 803 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนผลจากการใช้งบการตลาดและโปรโมชั่นเชิงรุกเพื่อขยายฐานลูกค้า
นางสาวนัทธมน ระบุว่า ตัวชี้วัดหลักที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่กำไรระยะสั้น แต่คือ “จำนวนลูกค้า” หรือ “จำนวนหัว” ที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 8–9 ล้านคน ส่งผลให้ยอดขายรวมเติบโตมากกว่า 30%
“ผู้ถือหุ้นไม่ได้คาดหวังกำไรสูงเกินจริง ขอแค่ธุรกิจไม่ขาดทุนก็ถือว่าเดินไปได้ เราโฟกัสระยะยาว และต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงร้านให้ได้มากที่สุด” พร้อมย้ำว่าการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเป็นหัวใจของธุรกิจร้านอาหารที่ยั่งยืน
แม้มาร์เก็ตแชร์จะถูกแบ่งตามกลไกการแข่งขัน แต่นางสาวนัทธมน มองว่าจุดแข็งสำคัญของสุกี้ตี๋น้อยคือ “ความเร็วในการตัดสินใจ” ซึ่งยังคงรักษาไว้ได้ แม้กลุ่มเจมาร์ทจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงการบริหารเชิงปฏิบัติการ
ความคล่องตัวดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ ออกโปรโมชั่น หรือปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างจากองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติหลายระดับ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความเชี่ยวชาญในการบริหารร้านอาหารที่รองรับลูกค้าปริมาณสูง โดยร้านส่วนใหญ่มีขนาดราว 70 โต๊ะ หรือมากกว่า 200 ที่นั่ง ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ด้านการจัดการระบบหลังบ้านอย่างเข้มข้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 สุกี้ตี๋น้อยมีสาขาทั้งหมด 86 สาขา สุกี้ตี๋น้อย บาบีคิว (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 7 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา รวมทั้งหมด 96 สาขา ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมก่อนคู่แข่งหลายราย ขณะที่กลยุทธ์ Value for Money ยังคงเป็นแกนหลักของแบรนด์ โดยมุ่งทำให้การกินบุฟเฟต์เป็นเรื่องง่าย คุ้มค่า และเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
สำหรับปี 2569 บริษัทวางแผนเร่งเครื่องขยายสาขา “สุกี้ตี๋น้อย” มากกว่า 70 แห่ง จากเดิมที่เปิดเฉลี่ยปีละประมาณ 25 สาขา โดยมีการลงนามจองพื้นที่ล่วงหน้าแล้วจำนวนมาก พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมแตะระดับหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน แบรนด์ “ตี๋น้อย โกลด์” ซึ่งเป็นการรุกตลาดพรีเมียมแมส เตรียมเปิดสาขาที่ 2 ในรูปแบบแฟล็กชิป ปรับบรรยากาศร้าน เพิ่มไลน์อาหารและโซนสร้างประสบการณ์ เพื่อรองรับการขยายให้ครบ 10 สาขาในระยะถัดไป
นางสาวนัทธมน กล่าวว่า การพึ่งพาธุรกิจสุกี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในระยะยาว BNN Restaurant Group จึงมีแผนเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่สุกี้ในปี 2569 โดยยังคงยึดหลักความคุ้มค่าและโฟกัสตลาดอาหารมื้อหลักระดับแมส สำหรับการขายแฟรนไชส์ บริษัทยังไม่พร้อมในช่วงนี้ โดยต้องการสร้างความแข็งแรงของระบบก่อน แต่เปิดรับโอกาสนำแบรนด์อาหารต่างประเทศที่เน้น Value for Money เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย
ในระยะกลาง หากรวมแผนขยายทั้งหมด จะทำให้จำนวนสาขาภายใต้กลุ่มเพิ่มเป็นราว 130–140 แห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น “สุกี้ตี๋น้อย” ยืนยันเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ในใจผู้บริโภค และก้าวสู่เป้าหมายธุรกิจหมื่นล้านอย่างยั่งยืน

