
จับตา ‘MK – ตี๋น้อย – CRG’ สยายปีกชิงส่วนแบ่งตลาดสุกี้หม้อร้อน 2.5 หมื่นล้าน
สมรภูมิบุฟเฟต์ตลาดสุกี้หม้อร้อน 2.5 หมื่นล้านบาทเดือด จับตา 3 ยักษ์ “MK” เข็น “โบนัสสุกี้” ชิงส่วนแบ่งตลาด “สุกี้ตี๋น้อย” เซ็นทรัล จัดทัพ “ลัคกี้ สุกี้” สยายปีกสาขาผนึกเน็ตเวิร์ค เสริมแกร่ง สร้างพอร์ตธุรกิจใหม่
KEY
POINTS
- ตลาดสุกี้มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาทเกิดการแข่งขันรุนแรงจาก 3 ผู้เล่นรายใหญ่ ได้แก่ MK, สุกี้ตี๋น้อย และ CRG ที่ต่างเร่งขยายธุรกิจเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด
- กลุ่มเอ็มเค (MK) ส่งแบรนด์ใหม่ “โบนัสสุกี้” เพื่อเจาะตลาดบุฟเฟต์ราคาเข้าถึงง่าย โดยใช้ความแข็งแกร่งด้านซัพพลายเชนเป็นจุดเด่นและตั้งเป้าขยายสาขาทั่วประเทศ
- สุกี้ตี๋น้อยทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาทสร้างครัวกลางเพื่อควบคุมคุณภาพและรองรับแผนขยายสาขาเชิงรุก โดยเฉพาะในเมืองรอง ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 1 หมื่นล้านบาท
- กลุ่มเซ็นทรัล (CRG) เข้าสู่ตลาดโดยการซื้อหุ้น 40% ใน “ลัคกี้ สุกี้” และมีแผนเร่งขยายสาขาให้ถึง 100-120 แห่งทั่วประเทศภายใน 3 ปี
ตลาดสุกี้ 2.5 หมื่นล้านบาทกำลังขยับเข้าสู่ช่วงแข่งขันเข้มข้นที่สุดรอบหลายปี หลังโครงสร้างตลาดเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้วยราคาและบุฟเฟต์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สู่สนาม “ยักษ์ชนยักษ์” ที่ผู้เล่นรายใหญ่ทยอยลงมาชนกันโดยตรง
โดยเฉพาะในตลาดแมส ที่มีราคาบุฟเฟต์ระดับต่ำกว่า 300 บาท แต่ในอีกด้านหนึ่ง แรงกดดันด้านต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรงสะท้อนภาพผ่านผลประกอบการของผู้เล่นรายใหญ่ที่เริ่มชะลอตัวพร้อมกันในไตรมาส 3 และงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา โดยกำไรสุทธิของทั้งสองบริษัทหลักอย่างเอ็มเคและสุกี้ตี๋น้อย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สัญญาณความท้าทายของการรักษาสมดุลระหว่างยอดขายปริมาณมากกับอัตรากำไรที่หดตัวในตลาดหม้อร้อน
แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ “เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป” (CRG) ในกลุ่มเซ็นทรัล ทุ่มเงินลงทุน 940 ล้านบาทเข้าซื้อหุ้น 40% ใน “ลัคกี้ สุกี้” (Lucky Suki) หลังจับตาตลาดมาระยะหนึ่ง และประเมินว่าตลาดบุฟเฟต์หม้อร้อนที่ยังเติบโตต่อเนื่องเป็นโอกาสสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจสู่เซ็กเมนต์ที่มีฐานลูกค้ากว้างและมูลค่าสูง โดยใช้ศักยภาพด้านบริหารจัดการสาขา โครงสร้างซัพพลายเชน และกลยุทธ์ M&A ที่เป็นจุดแข็งของ CRG เพื่อเร่งการเติบโตของแบรนด์ใหม่ในพอร์ต
นางสาวทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเอ็มเคสุกี้ และโบนัสสุกี้ เปิดเผยว่า ก่อนปั้นแบรนด์ “โบนัสสุกี้” บริษัทได้วิเคราะห์โครงสร้างตลาด จุดแข็งของแบรนด์เดิม และช่องว่างของดีมานด์ก่อนตัดสินใจเข้าสู่ตลาดบุฟเฟต์หม้อร้อน ซึ่งระบบหลังบ้านและโครงสร้างซัพพลายเชนของเอ็มเค โดยเฉพาะโคลด์เชน เป็น “แต้มต่อ” สำคัญที่ช่วยให้แบรนด์ใหม่สามารถบริหารต้นทุนและมาตรฐานคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเชื่อว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโต แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นก็ตาม
ด้านการขยายทำเลเปิดสาขา นายธีร์ ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า บริษัทไม่ได้เลือกทำเลเพื่อตอบโต้คู่แข่งโดยตรง แต่ใช้การประเมินข้อมูลประชากร รัศมีการให้บริการ และลักษณะพื้นที่เป็นตัวตั้ง โดยคาดว่าภายในปีหน้าโบนัสสุกี้ จะมีเครือข่ายกระจายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 50% ของแผนที่วางไว้
“ปัจจุบันโบนัสสุกี้เปิดให้บริการในห้างแล้วหลายสาขา เช่น โรบินสัน และในอนาคตไม่ปิดโอกาสการรีแบรนด์บางสาขาของเอ็มเคที่อาจไม่ตอบโจทย์ให้ปรับมาเป็น “โบนัสสุกี้” โดยต้องพิจารณาขนาดพื้นที่ ความเหมาะสม และความคุ้มค่าเป็นหลัก” นางสาวทานตะวันกล่าวและว่า
ยอมรับว่าแรงกดดันต้นทุน ทั้งวัตถุดิบและค่าแรง ส่งผลต่อมาร์จิ้นของผู้ประกอบการในตลาดหม้อร้อน แต่เอ็มเคยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและรักษาสมดุลระหว่างยอดขายกับกำไรเพื่อให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงเปิดรับโอกาสลงทุนใหม่ทั้งในธุรกิจอาหาร โลจิสติกส์ และโปรดักชัน เพื่อเสริมความสามารถแข่งขันในระยะยาว
แม้ยอดขายโบนัสสุกี้ ใน 4 เดือนแรกทำได้ 100 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้จะแตะ 150 ล้านบาท แต่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน อย่างไรก็ตามบริษัทประเมินว่าทิศทางแบรนด์เป็นไปตามแผน จากการเร่งขยายสาขาและปรับประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน พร้อมยืนยันว่าจะไม่ขยายงบลงทุนจากกรอบ 500 ล้านบาทที่วางไว้จนถึงปี 2570 โดยภายในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยายมากกว่า 70 สาขา และคาดว่ารายได้รวมของแบรนด์จะมากกว่า 3,600 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน “สุกี้ตี๋น้อย” ภายใต้การบริหารของบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ยังคงเร่งเดินหน้าตามเป้าหมายเติบโตปีหน้าให้รายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท ภายใต้การนำของ “นัทธมน พิศาลกิจวนิช” ผู้ก่อตั้งซึ่งขับเคลื่อนแบรนด์ด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพวัตถุดิบ การให้บริการ และความคุ้มค่าที่กลายเป็นจุดยืนของแบรนด์ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2562
ก้าวสำคัญของสุกี้ตี๋น้อยในปีนี้คือการเปิด “ครัวกลาง” แห่งใหม่ในพื้นที่คลอง 3 จังหวัดปทุมธานี ด้วยงบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 4 ปี และออกแบบให้รองรับการผลิตวัตถุดิบและการกระจายสินค้าให้สาขาได้สูงสุด 200 แห่ง ครัวกลางนี้เป็นหัวใจหลักในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เช่น เนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย รวมถึงช่วยให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นางสาวนัทธมนระบุว่า การลงทุนครั้งใหญ่ในครัวกลางเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายสาขาในปี 2569 เพิ่มอีกกว่า 40 สาขา โดยเฉพาะการรุกตลาดเมืองรองซึ่งเริ่มพิสูจน์ให้เห็นศักยภาพ จากการทดลองเปิดสาขาในจังหวัดนครปฐม ราชบุรี และนครนายก ซึ่งมีผลการดำเนินงานไม่ต่างจากสาขาในเขตเมืองใหญ่ การขยายตัวของแบรนด์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นจากโต๊ะ 15 ตัวในสาขาแรก ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 สุกี้ตี๋น้อยมีสาขาทั้งหมด 86 สาขา สุกี้ตี๋น้อย บาบีคิว (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 7 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1สาขา รวมทั้งหมด 96 สาขาทำให้บริษัทเชื่อว่า จะมีรายได้ 9,000 ล้านบาทในปีนี้และเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านบาทในปี 2569
ด้านการแข่งขันที่รุนแรง นางสาวนัทธมนมองว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดคึกคักขึ้นและเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภค โดยย้ำว่ากลยุทธ์ของบริษัทไม่ใช่การทำสงครามราคา แต่เป็นการรักษาราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของลูกค้า เสริมด้วยการเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีและการขยายสาขาเพื่อให้เข้าถึงง่าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าที่ได้รับจากการใช้บริการ แม้ตลาดจะมีผู้เล่นเข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้นก็ตาม
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ “ลัคกี้ สุกี้” หลัง CRG เข้าถือหุ้น 40% ในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท เจ้าของแบรนด์ “ลัคกี้ สุกี้” และ “ลัคกี้ บีบีคิว” ทำให้แบรนด์นี้ถูกจับตามองมากขึ้น โดยดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ M&A ของ CRG ที่ต้องการลงทุนเฉลี่ยปีละ 2–4 รายเพื่อขยายพอร์ตอาหารหลากหลายเซ็กเมนต์ และเพิ่มสัดส่วนธุรกิจชาบู-ปิ้งย่างซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตต่อเนื่องแต่ยังมีน้ำหนักไม่มากในพอร์ตของบริษัท
นายณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG กล่าวว่าบริษัทมีแผนขยายสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเฉลี่ย 20 – 25 สาขาต่อปี เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะสามารถขยายสาขาได้ต่อเนื่อง และมีจำนวนสาขา 100 – 120 สาขาทั่วประเทศ ส่งผลให้มีรายได้รวม 5,000 ล้านบาท
ปัจจุบัน (ข้อมูลวันที่ 31 ตุลาคม 2568) ลัคกี้ สุกี้ และลัคกี้ บาร์บีคิวมีสาขารวม 38 สาขา แบ่งเป็นลัคกี้ สุกี้ 27 สาขา และลัคกี้ บาร์บีคิว 11 สาขา คาดว่าสิ้นปีจะขยายเป็น 42 สาขา หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์คือ นางรสรินทร์ ติยะวราพรรณ ผู้บริหารธุรกิจร้านกาแฟ Rolling Roasters ที่เข้ามาร่วมพัฒนาแบรนด์กับผู้ร่วมทุนอีก 3 ราย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2568 แตะระดับ 2,000 ล้านบาท
สมรภูมิหม้อร้อนที่กำลังระอุ ยังคงต้องจับตามองต่อไปทั้งการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดเพื่อขึ้นเป็นเบอร์ 1 รวมทั้งการรักษาผลประกอบการที่ต้องมีกำไร เพื่อความอยู่รอด

