
ปฏิวัติงบประมาณปี 67 เปิดเผยเงินนอกงบประมาณทุกประเภท-หารายได้ภาครัฐใหม่
ครม.รับลูก กมธ. ศึกษาการจัดทำ-ติดตามงบประมาณ สภาฯ ปฏิวัติการจัดทำงบประมาณ ส่งไม้ต่อ สำนักงบฯ เจ้าภาพ ขีดเส้น 30 วัน
KEY
POINTS
- เปิด 22 ข้อสังเกต การจัดทำงบประมาณปี 67 กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
- กำหนดให้หน่วยงานรับงบประมาณเปิดเผยและชี้แจงการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณทุกประเภท
- สนับสนุนการใช้ทรัพย์สินร่วมกันระหว่างหน่วยรับงบประมาณ เปลี่ยนการวัดผลจากสัดส่วนเบิกจ่ายเป็นสัดส่วนการไม่ดำเนินการแทน
วันนี้ (28 กุมภาพันธ์ 2567) รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมามีมติรับทราบรายงานผลการศึกษา เรื่อง การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานหลักรับรายงานพร้อมทั้งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงาน ก.พ. สำนักงบ ก.พ.ร.
เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าวและสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ภายใน 30 วัน
รายงานข่าวจากรัฐสภาแจ้งว่า สำหรับข้อสังเกตในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อครม. มีทั้งหมด 22 ข้อ ดังนี้
- ควรใช้กลไกลการพิจารณาปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นและไม่สอดคล้องต่อนโยบายรัฐบาล โดยอาศัยกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา แทนการปรับปรุงงบประมาณประจำปี เพื่อลดความล่าช้าในการประกาศใช้งบประมาณประจำปี
- ควรมีกรอบหรือเพดานการตั้งคำของบประมาณสำหรับหน่วยรับงบประมาณเพื่อให้หน่วยรับงบประมาณสามารถจัดทำคำของบประมาณที่สอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณได้ใกล้เคียงที่สุด
- ควรให้ความสำคัญในการจัดทำแผนและเป้าหมายระดับชาติ เพื่อให้สามารถกำหนดกรอบการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้สอดคล้องต่อแผนและเป้าหมายระดับชาติได้แม่นยำขึ้น และใช้เป็นกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีสำหรับหน่วยรับงบประมาณต่อไปได้
- ควรเพิ่มความสำคัญและทบทวนกระบวนการขอรับการจัดสรรงบประมาณในโครงการเพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ (โครงการเรือธง (Flagship))
- ควรทบทวนเหตุผลและความจำเป็นของหน่วยรับงบประมาณในปัจจุบัน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และสอดคล้องต่อทิศทางการพัฒนาระดับชาติ
- ควรกำหนดตัวชี้วัดของหน่วยรับงบประมาณและผู้บริหารหน่วยรับงบประมาณร่วมกับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปี ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับชาติ
- ควรเพิ่มความสำคัญตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ หรือความคุ้มค่าในกระบวนการจัดทำงบประมาณ เพื่อนำไปสู่การจัดงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น
- ควรกำหนดตัวชี้วัดเชิงประสิทธิภาพ โดยแยกแผนงานพื้นฐานและแผนงานยุทธศาสตร์/บูรณาการ และทบทวบถึงความจำเป็นของภารกิจแผนงานพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
- ควรมีการวัดผลให้มีสัดส่วนโครงการใหม่ (New Project) โดยแยกเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) เพื่อทดสอบวัดผลความคุ้มค่า และเพิ่มขนาดในโครงการใหม่ (Scale Project) ที่พิสูจน์แล้วและคุ้มค่ามากกว่าแทนที่โครงการเดิม เพื่อสร้างผลลัพธ์และผลกระทบที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
- ควรพิจารณากรอบอัตรากำลังพร้อมกับการพิจารณาจัดสรรงบประมาณแผนงานบุคคลากรภาครัฐ
- ควรกำหนดให้หน่วยงานรับงบประมาณเปิดเผยและชี้แจงการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณทุกประเภท ในรายละเอียดกิจกรรมหรือโครงการที่ใช้เงินนอกงบประมาณเพื่อประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปีด้วย
- ควรหารายได้ภาครัฐใหม่ ๆ และเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดเก็บรายได้ภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพบริการสาธารณะให้ทัดเทียมกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
- ควรจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อภาระทางการเงินที่มีกฎหมายบัญญัติไว้และภาระทางการเงินเพื่อชดเชยต้นทุนการดำเนินการโครงการตามมาตรา 28 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561
- ควรเร่งการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจและเพิ่มสัดส่วนงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามกฎหมายกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- ควรกำหนดกรอบวงเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้มีความชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดทำบริการสาธารณะ
- ควรเพิ่มความสำคัญในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดในการพิจารณาจัดสรรงบประมาณดครงการในระดับพื้นที่เพื่อลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มบทบาทท้องถิ่นในการกำหนดลำดับความสำคัญในการยื่นคำของบประมาณจังหวัด
- ควรเพิ่มบทบาทสำนักงานปลัดกระทรวงในการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญโครงการคำของบประมาณภายในกระทรวงให้ไปในทิศทางสอดคล้องกัน
- ควรเร่งรัดให้หน่วยงานรับงบประมาณดำเนินการให้การบริการประชาชนและการติดต่อประสานงานระหว่างส่วนราชการด้วยกัน โดยการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลกลลางตามที่กฎหมายกำหนด
- ควรปรับปรุงนโยบายการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐบาคลาวด์เป็นหลัก (Cloud First Policy) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลภาครัฐ
- ควรศึกษาและทดลองมาตรการใหม่ ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณประจำปีในแผนงานพื้นฐาน เช่น สนับสนุนการใช้ทรัพย์สินร่วมกันระหว่างหน่วยรับงบประมาณ เปลี่ยนการวัดผลจากสัดส่วนเบิกจ่ายเป็นสัดส่วนการไม่ดำเนินการแทน
- ควรจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหาสิทธิและบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น การพิสูจน์สิทธิที่ดิน พิสูจน์สัญชาติ น้ำประปาสะอาด
- ควรเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดทำงบประมาณประจำปี ด้วยการเปิดเผยรายละเอียดคำของบประมาณและเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ง่ายในการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีด้วย










