thansettakij
thansettakij
พาณิชย์ เร่งดัน ‘หมูไทย’ ส่งออกตลาดโลก 

พาณิชย์ เร่งดัน ‘หมูไทย’ ส่งออกตลาดโลก 

27 ธ.ค. 66 | 07:41 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ธ.ค. 66 | 07:48 น.

กระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดัน ‘หมูไทย’ ส่งออกสู่ตลาดโลก หลังพบความต้องการบริโภคหมูเพิ่มขึ้น 6.2% ต่อปี ล่าสุด ปี 2565 ทั่วโลกนำเข้าหมูรวม 2.8 ล้านล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562 – 2565) พบว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์ของโลก ขยายตัวเฉลี่ย 6.2% ต่อปี มีประเทศผู้นำเข้าสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เม็กซิโก และเยอรมนี

ทั้งนี้ แม้ว่าความต้องการบริโภคสุกรทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น แต่ประเทศผู้ผลิตในหลายพื้นที่ยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน อาทิ ด้านมาตรฐานความปลอดภัยของสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศต่าง ๆ พยายามหาวิธีควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้

ด้านมาตรการส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็เช่นกัน เนื่องจากการทำปศุสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจึงมีบทบาทสำคัญในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะมหาอำนาจทางการค้าอย่างสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ที่มีการกำหนดมาตรการทางการค้าเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์หลักของโลก โดยในปี 2565 ไทยส่งออกสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านบาท (เป็นปริมาณสุกรและผลิตภัณฑ์ ราว 54,000 ตัน และสุกรมีชีวิตราว 120,000 ตัว) มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 0.17% ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก 

โดยสินค้าที่ไทยส่งออกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 

(1) สินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์ สัดส่วน 98.32% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่

  • ญี่ปุ่น 31.7%
  • จีน 26.3% 
  • กัมพูชา 23.7% 
  • ฮ่องกง 5.9%
  • เมียนมา 5.3% ตามลำดับ

 

(2) สุกรมีชีวิต สัดส่วน 1.68% ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ 

  • เมียนมา 61.5%
  • สปป.ลาว 32.2%
  • กัมพูชา 6.2%

“ปัจจุบันความต้องการของตลาดโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสในการขยายการส่งออกของไทย ดังนั้น ต้องเร่งยกระดับสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์ของไทยให้ครองใจตลาดโลก” 

ขณะที่ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2566 (มกราคม – พฤศจิกายน) ไทยส่งออกสุกรมีชีวิตและสินค้าสุกรและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่ารวมราว 6,400 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

ด้าน สนค. มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตและ การค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่

  1. การให้ความรู้ด้านการผลิต ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น มาตรฐาน GAP มาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ (อาทิ Organic Thailand, IFOAM, EU, USDA, และ JAS) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะมีส่วนช่วยในการควบคุมการแพร่ระบาดในสุกรได้
  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จำเป็น เช่น การทำปศุสัตว์แบบกรีนฟาร์ม โดยนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ลดกลิ่น และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมให้นำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) มาใช้ (เช่น ระบบ RFID รหัสคิวอาร์ เทคโนโลยี IoT หรือบล็อกเชน) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ และป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย
  3. หารือแนวทางการบริหารจัดการต้นทุนร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในประเด็นต่างๆ อาทิ ราคาต้นทุนอาหารสัตว์ ฯลฯ
  4. การส่งเสริมให้ผู้ผลิตจัดทำแผนการจัดการมูลสัตว์ (Manure Management Plan) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถนำมูลสุกรมาแปรรูปเป็นปุ๋ย ช่วยเสริมรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยมูลสุกรได้อีกทางหนึ่ง 
  5. การผลักดันการเปิดตลาดสินค้าสุกร ซึ่งล่าสุด ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC 2023) เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับนายหวัง โช่วเหวิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ขอให้จีนเร่งกระบวนการพิจารณาเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ให้กับไทย
  6. การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แนวโน้มทิศทางการค้าในโลกยุคใหม่ เช่น ประชาคมโลกให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร ซึ่งการทำปศุสัตว์มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้น ต้องให้ข้อมูลความรู้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสามารถปรับปรุงการดำเนินการให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)