
อดีต กนง. ห่วงนโยบายรัฐ ดันหนี้สาธารณะพุ่ง สร้างภาระระยะยาว
“พรายพล คุ้มทรัพย์” อดีตคณะกรรมการ กนง. ห่วงนโยบายรัฐ ดันระดับหนี้สาธารณะเพิ่ม สร้างภาระระยะยาว แนะใช้วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามความเหมาะสม ชี้หากเร่งเกินไปอาจกระทบเงินเฟ้อดีดตัว
หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำทัพโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก้าวขึ้นสู่การทำงานอย่างเต็มตัว พร้อมกับนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนจับตา
ทั้งการ "แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท" และ "การพักหนี้เกษตรกร" รวมทั้งมาตรการอื่นๆ ที่จะออกตามมา ทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลในเรื่องหนี้สาธารณะที่อาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้น แตะกรอบเพดานความยั่งยืนทางการคลังที่ 70% ต่อจีดีพี
โดยนายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะปรับตัวสูงขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
เนื่องจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะเพิ่มให้มีการขาดดุลมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการสร้างหนี้ที่เพิ่มขึ้นให้กับภาครัฐรวมไปถึงรัฐวิสาหกิจ ทั้งนโยบายการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่จะสร้างภาระให้รัฐบาลประมาณ 500,000 ล้านบาท
ขณะที่มาตรการพักชำระหนี้เกษตรกร ภาระก็จะตกอยู่ที่แบงก์รัฐ ในระดับแสนล้านบาท ซึ่งหากรวมทุกมาตรการ ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มการขาดดุลพอสมควร
โดยระดับหนี้สาธารณะในขณะนี้ อาจจะยังดูไม่สูงมากในระดับ 60% ต้นๆ แต่มีความเป็นห่วงว่าในระยะข้างหน้า 1 ถึง 2 ปี หนี้สาธารณะอาจปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 65% ต่อจีดีพีได้
อย่างไรก็ตามการดำเนินมาตรการของรัฐบาลควรจะต้องมีความระมัดระวังตั้งแต่ต้น การดำเนินมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลถือว่ามาถูกทาง แต่ยังมีความน่าเป็นห่วงในขนาดของเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
เพราะมองว่าหากใช้มากเกินไป อาจมีปัญหาเงินเฟ้อ เกิดขึ้นตามมาได้ ซึ่งจะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร และเมื่อนำมาหักล้างกับ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยต้องระมัดระวังในเรื่องนี้
"อันไหนที่มันใช้เงินมากก็อาจจะลดจำนวนเงินลงได้ไหม หรือเป็นเฉพาะกลุ่มอ่ะดีเลย ผมยังคิดเลยว่าการแจกเงินอายุ 16 ขึ้นไปมากเกินไป หลายคนก็ไม่จำเป็น หลายคนก็ไม่ต้องการเปลืองเปล่าๆ" นายพรายพล กล่าว
ทั้งนี้เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีอาจจะต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะมีการรับฟังข้อเสนอแนะของ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
แม้นายกฯ อาจจะไม่ได้แสดงความเป็นห่วง แต่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวังในการดำเนินมาตรการต่างๆ และในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด






