thansettakij
thansettakij
ไทยเบฟ กับยุทธศาสตร์ ‘รวมกันเป็นหนึ่งเดียว’ ขับเคลื่อนสู่เอเชีย

ไทยเบฟ กับยุทธศาสตร์ ‘รวมกันเป็นหนึ่งเดียว’ ขับเคลื่อนสู่เอเชีย

15 ก.ย. 59 | 04:00 น.
การประกาศ 5 กลยุทธ์เพื่อก้าวสู่วิสัยทัศน์ 2020 ซึ่งประกอบไปด้วย การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ (Growth) ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Diversity) ตราสินค้าที่โดนใจ (Brands) การขายและการกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง (Reach) และความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) เป็นเหมือนตำราแผนการรบ แต่ก้าวสำคัญของการต่อสู้ อยู่ที่ "ขุนศึก" หลังใช้เวลาศึกษาอย่างเชี่ยวกราด ที่สุดไทยเบฟก็บรรลุถึงโครงสร้างองค์กรใหม่ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

[caption id="attachment_97336" align="aligncenter" width="335"] ฐาปน สิริวัฒนภักดี  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ฐาปน สิริวัฒนภักดี
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)[/caption]

 ปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือไทยเบฟ เปิดเผยว่า ด้วยแนวคิดรวมตลาดเป็นหนึ่งเดียว ทำให้นับจากนี้การมองตลาดของไทยเบฟ ไม่ใช่ตลาดเมืองไทยเท่านั้น แต่หมายรวมถึงตลาดในอาเซียน และจะก้าวสู่ตลาดเอเชีย และตลาดโลกต่อไปในอนาคต ซึ่งการวางรากฐานโครงสร้างใหม่ จึงเกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยโครงสร้างธุรกิจใหม่จะช่วยผลักดัน 3 กลุ่มธุรกิจได้แก่ ธุรกิจสุรา ธุรกิจเบียร์ และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งนอกจากการมีตราสินค้าที่แข็งแกร่งแล้ว ยังเน้นการขายและกระจายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุม และการบริหารช่องทางการจำหน่าย (Route-to-Market Group) รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมความต้องการให้กับผู้บริโภค

[caption id="attachment_97335" align="aligncenter" width="700"] โครงสร้างผู้บริหารใหม่ ไทยเบฟ โครงสร้างผู้บริหารใหม่ ไทยเบฟ[/caption]

ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ไทยเบฟจะขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างผู้บริหารใหม่ นำโดยนายอวยชัย ตันทโอภาส กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ดูแลช่องทางการจำหน่ายสินค้ากลุ่มบริหารช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งเป็นกลุ่มงานใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มช่องทางและโอกาสในการสร้างรายได้และผลกำไร ทั้งช่องทางการจำหน่ายในประเทศและอาเซียน พร้อมกับผู้บริหารอื่นประกอบไปด้วย นายสิทธิชัย ชัยเกรียงไกร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ดูแลด้านการเงิน ดร.พิษณุ วิเชียรสรรค์ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส ดูแลเทคโนโลยีและวิศวกรรม

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจสุราคนใหม่ นายเอ็ดมอนด์ นีโอ คิม ซูน กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเบียร์คนใหม่ นายโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง (Chief Supply Chain Management) และการพัฒนางานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มทรัพยากรบุคคล (Chief People Officer) ดูแลงานด้านทรัพยากรบุคคล ขณะที่นายฐาปน นอกจากจะนั่งเก้าอี้บริหารสูงสุด ยังนั่งควบดูแลสำนักพัฒนาความยั่งยืน และสำนักพัฒนาสิ่งแวดล้อมด้วย

 ย้ำเป็น 1 ใน 5 บริษัทเครื่องดื่มเอเชีย

อย่างไรก็ดีวันนี้ไทยเบฟ ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียนด้วยรายได้รวม 6 หมื่นล้านบาท และเป็น 1 ใน 5 ของบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำในเอเชีย ซึ่งมีคู่แข่งสำคัญเป็นยักษ์ใหญ่อย่างอาซาฮี และคิริน ยังไม่นับรวมถึงบริษัทชั้นนำในจีน อย่างเหมาไถ่ เป็นต้น แต่เส้นทางต่อไปของไทยเบฟ คือการขยายรุกธุรกิจเข้าไปในตลาดที่มีศักยภาพทั้งที่เวียดนาม เมียนมาและกัมพูชา ซึ่งถือเป็นดาวรุ่งที่ส่งสัญญาณว่าจะเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ฯลฯ

"วันนี้ไทยเบฟ มองไปที่ความเร็วและผลลัพธ์ หากขยายเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ เราก็พร้อมบุกเต็มที่ โดยประเทศเวียดนามจะเน้นการทำตลาดกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนอน แอลกอฮอล์ ส่วนเมียนมา จะเน้นการทำตลาดเครื่องดื่มโดยรวม และการกระจายสินค้า ขณะที่กัมพูชาจะเน้นการทำตลาดเครื่องดื่มเป็นหลัก โดยขณะนี้บริษัทยังเน้นการศึกษา และมองหาโอกาสในการเข้าไปดำเนินธุรกิจตลอดเวลา ซึ่งปัญหาใหญ่ที่พบคือ เรื่องของบุคลากร ที่ยังไม่พร้อม ทำให้ต้องเตรียมการต่อไป และการปรับโครงสร้างครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในแผนที่จะผลักดันให้การขยายตลาดในอาเซียนก้าวหน้า ขณะเดียวกันในบางประเทศเช่น ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียจะยังคงศึกษาถึงโอกาสในการทำธุรกิจเครื่องดื่มนอน แอลกอฮอล์แทน"

 ทุ่มงบ 9,000 ล้านลงทุนเพิ่มศักยภาพในประเทศ

ทั้งนี้การขยายธุรกิจของไทยเบฟยังเปิดกว้าง ทั้งการเข้าไปลงทุนเอง รวมถึงการเปิดเจรจาเพื่อซื้อกิจการหรือร่วมทุนกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้มีดีลที่เกิดขึ้นกับมากมาย แต่ทุกอย่างยังรอคำตอบ เพราะยังไม่บรรลุ
"นายฐาปน" บอกว่า ในปี 2560 (มีการเปลี่ยนแปลงปีงบประมาณใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559-30 กันยายน 2560) บริษัทเตรียมใช้งบลงทุนราว 9,000 ล้านบาท (ไม่รวมงบการเข้าซื้อกิจการหรือร่วมทุนธุรกิจใหม่) เพื่อใช้สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมโรงงาน การบริหารจัดการ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการผลิต การพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นการลงทุนในภาวะปกติ"

ด้านนายประภากร ทองเทพไพโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ดูแลกลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า หลังการปรับเปลี่ยนเบียร์ช้างโฉมใหม่ 1 ปีเต็ม พบว่า บริษัทสามารถสร้างผลกำไรใน 6 เดือนแรกได้ 2,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนทั้งปีที่ทำกำไรได้ 1,200 ล้านบาทถือเป็นความสำเร็จ และยังส่งผลให้ช้างมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40% ซึ่งเป็นการแชร์ตลาดมาจากคู่แข่งหลักอย่างลีโอ โดยในปีนี้บริษัทมียอดขายราว 800 ล้านลิตร จากตลาดรวม 2,000 ล้านลิตร และคาดว่าปีนี้ตลาดรวมจะกลับมาใกล้เคียงกับช่วงที่มียอดขายดี หลังจากที่ลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้บริษัทใช้งบการตลาดรวมกว่า 2,000 ล้านบาทสำหรับการทำตลาดเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ช้าง ซึ่งประกอบไปด้วยเบียร์ โซดา และน้ำดื่ม

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,192 วันที่ 15 - 17 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business