
ไทยแลนด์เทคโชว์ 2016 ต่อยอด“งานวิจัยใช้ได้จริง”
รายงานข่าวจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จับมือเครือข่ายพันธมิตรกว่า 30 หน่วยงาน จัดงานมหกรรม “Thailand Tech Show 2016” ระหว่างวันนี้ - 10 กันยายน 2559 น. ณ เพลนารี ฮอลล์ 1-3 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “S&T for Thailand 4.0” เพื่อเป็นเวทีกลางนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของ สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงผลงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ให้ผู้ประกอบการและนักลงทุน ได้พบปะ เพื่อจับคู่ธุรกิจและร่วมลงทุนต่อยอดจาก “ผลงานวิจัยที่ใช้ได้จริง” นำไปผลิตและขายในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “New S Curve กับการขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand 4.0” ตอนหนึ่งว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ถูกจัดเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ ได้ขยายบทบาทตัวเองจากเดิมเป็นผู้สร้างองค์ความรู้โดยการทำวิจัยและพัฒนาโดยเพิ่มทำหน้าที่ในการเป็นข้อต่อเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใช้งานวิจัย ซึ่งงาน Thailand Tech Show นี้เป็นกิจกรรมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน อย่างรูปธรรม เพื่อผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจากเดิมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมผลักดันมาตรการเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนทำวิจัยและนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจมากขึ้น เช่น มาตรการยกเว้นภาษีค่าใช้จ่ายวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม 300% มาตรการยกเว้นภาษีสำหรับ Startups และ Venture Capital มาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร ( Food Innopolis) เป็นต้น
การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม รัฐบาลได้มีแนวคิดการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศจากการผลิตในอุตสาหกรรมหนักที่ใช้แรงงานและเครื่องจักรเข้มข้น ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ “ประเทศไทย 4.0” กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้กำหนดขีดความสามารถพื้นฐานของประเทศไทยและความต้องการของตลาดในอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่ม อุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2.กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์อัฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 4. และ 5.กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัวกลุ่มอุตสาหกรรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง
ในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น New S-Curve เหล่านี้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนในรูปแบบของ “ประชารัฐ” หรือ Public Private Partnership (PPP) ในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่จากการลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรม ซึ่งThailand Tech Show ครั้งนี้ จะเป็นการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าตามแนวคิด “ประเทศไทย 4.0” เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคงทางเทคโนโลยี ลดการพึ่งพิงจากต่างประเทศได้เร็วขึ้น
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “New S Curve กับการขับเคลื่อนประเทศสู่ Thailand 4.0” ตอนหนึ่งว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ถูกจัดเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ ได้ขยายบทบาทตัวเองจากเดิมเป็นผู้สร้างองค์ความรู้โดยการทำวิจัยและพัฒนาโดยเพิ่มทำหน้าที่ในการเป็นข้อต่อเพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้สร้างงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ใช้งานวิจัย ซึ่งงาน Thailand Tech Show นี้เป็นกิจกรรมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน อย่างรูปธรรม เพื่อผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจากเดิมกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ร่วมผลักดันมาตรการเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนทำวิจัยและนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจมากขึ้น เช่น มาตรการยกเว้นภาษีค่าใช้จ่ายวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม 300% มาตรการยกเว้นภาษีสำหรับ Startups และ Venture Capital มาตรการบัญชีนวัตกรรมไทย การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร ( Food Innopolis) เป็นต้น
การพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรม รัฐบาลได้มีแนวคิดการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศจากการผลิตในอุตสาหกรรมหนักที่ใช้แรงงานและเครื่องจักรเข้มข้น ไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้และนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ “ประเทศไทย 4.0” กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้กำหนดขีดความสามารถพื้นฐานของประเทศไทยและความต้องการของตลาดในอุตสาหกรรมเป้าหมายไว้ 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่ม อุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2.กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3.กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์อัฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 4. และ 5.กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิตอล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่าง ๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัวกลุ่มอุตสาหกรรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง
ในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น New S-Curve เหล่านี้ ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ผ่านการขับเคลื่อนในรูปแบบของ “ประชารัฐ” หรือ Public Private Partnership (PPP) ในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่จากการลงทุนของต่างชาติในอุตสาหกรรม ซึ่งThailand Tech Show ครั้งนี้ จะเป็นการเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้ก้าวไปข้างหน้าตามแนวคิด “ประเทศไทย 4.0” เพื่อให้ประเทศไทยเกิดความมั่นคงทางเทคโนโลยี ลดการพึ่งพิงจากต่างประเทศได้เร็วขึ้น






