
กระทรวงแรงงานจับมือ 5 พันธมิตรพัฒนาแรงงานด้านโลจิสติกส์
กระทรวงแรงงาน จับมือ 5 พันธมิตร สมาคมไทยโลจิสติกส์ฯและมหาวิทยาลัยชั้นนำ จัดทำ MOU สร้างความร่วมมือในการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านโลจิสติกส์ ผลักดันการจัดตั้งศูนย์มาตรฐานทดสอบฝีมือแรงงานแห่งชาติ และพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน พร้อมรับไทยแลนด์ 4.0
หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่า ด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก จักรพงษ์ภูวนาท มหาวิทยาลัยศรีปทุม และสมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต เพื่อพัฒนากำลังแรงงานด้านโลจิสติกส์ให้ได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยรัฐบาลได้กำหนดให้อุตสาหกรรมนี้ เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องมีการพัฒนาตามนโยบาย New Engine of Growth และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2556 - 2560) ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงระบบการพัฒนาการและจัดการกำลังคน เพื่อสนับสนุนการสร้างความเป็นมืออาชีพและผลักดันให้มีการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้แก่บุคลากรในสาขาโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานและเส้นทางอาชีพเพื่อจูงใจให้แรงงานเข้ามาทำงานในอาชีพนี้
แต่อย่างไรก็ตาม มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน พบว่า ระบบโลจิสติกส์ของไทย ยังมีจุดอ่อนหลายประการ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรมืออาชีพ การพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ และระบบการพัฒนาบุคลากรยังขาดโครงสร้างหลักสูตร การพัฒนาที่เป็นระบบชัดเจน ดังนั้น ความร่วมมือฯในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญ ที่จะสร้างจุดแข็งให้กับระบบโลจิสติกส์ของไทย ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการศึกษา การสร้างหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรและแรงงานด้านโลจิสติกส์ และการส่งเสริมให้แรงงานได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งถือเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ไปพร้อมๆกัน รวมทั้งเป็นการตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลตามแนวทางประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ และนโยบายที่กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
ที่ผ่านมากระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการพัฒนาแรงงานด้านโลจิสติกส์ ในการพัฒนาทักษะฝีมือก่อนป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ จำนวน 4 สาขา ได้แก่ สาขานักบริหารการขนส่งสินค้าทางถนน สาขาผู้ควบคุมรถยกสินค้าขนาดไม่เกิน 10 ตัน สาขาผู้ควบคุมสินค้าคงคลัง และสาขาผู้ปฏิบัติการคลังสินค้า และจะขยายไปสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินการต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนการจัดทำข้อความมือฯ ในครั้งนี้ กระทรวงแรงงาน สมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต และมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่งจะมีแนวทางการดำเนินการร่วมกัน ดังนี้ 1.) การผลักดันให้สถานศึกษาจัดตั้งศูนย์มาตรฐานทดสอบฝีมือแรงงานแห่งชาติในสาขาที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และนำไปเป็นกรอบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน2.) การพัฒนาบุคลากรในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสาขาโลจิสติกส์และส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการที่เป็นสมาชิกของสมาคมจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นและเป็นธรรม รวมทั้งการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานของแรงงาน ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตสินค้าและการให้บริการที่มีคุณภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคตและก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0
หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่า ด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชมงคลตะวันออก จักรพงษ์ภูวนาท มหาวิทยาลัยศรีปทุม และสมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต เพื่อพัฒนากำลังแรงงานด้านโลจิสติกส์ให้ได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมเปิดเผยว่า อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยรัฐบาลได้กำหนดให้อุตสาหกรรมนี้ เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องมีการพัฒนาตามนโยบาย New Engine of Growth และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2556 - 2560) ที่ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการปรับปรุงระบบการพัฒนาการและจัดการกำลังคน เพื่อสนับสนุนการสร้างความเป็นมืออาชีพและผลักดันให้มีการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพให้แก่บุคลากรในสาขาโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานและเส้นทางอาชีพเพื่อจูงใจให้แรงงานเข้ามาทำงานในอาชีพนี้
แต่อย่างไรก็ตาม มีผลการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์และซับพลายเชน พบว่า ระบบโลจิสติกส์ของไทย ยังมีจุดอ่อนหลายประการ อาทิ การขาดแคลนบุคลากรมืออาชีพ การพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ และระบบการพัฒนาบุคลากรยังขาดโครงสร้างหลักสูตร การพัฒนาที่เป็นระบบชัดเจน ดังนั้น ความร่วมมือฯในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญ ที่จะสร้างจุดแข็งให้กับระบบโลจิสติกส์ของไทย ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการศึกษา การสร้างหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรและแรงงานด้านโลจิสติกส์ และการส่งเสริมให้แรงงานได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน ซึ่งถือเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ไปพร้อมๆกัน รวมทั้งเป็นการตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลตามแนวทางประชารัฐ ด้วยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการผลิตและพัฒนากำลังคนของประเทศ และนโยบายที่กำหนดเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
ที่ผ่านมากระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการพัฒนาแรงงานด้านโลจิสติกส์ ในการพัฒนาทักษะฝีมือก่อนป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และประกาศอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ จำนวน 4 สาขา ได้แก่ สาขานักบริหารการขนส่งสินค้าทางถนน สาขาผู้ควบคุมรถยกสินค้าขนาดไม่เกิน 10 ตัน สาขาผู้ควบคุมสินค้าคงคลัง และสาขาผู้ปฏิบัติการคลังสินค้า และจะขยายไปสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการดำเนินการต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนการจัดทำข้อความมือฯ ในครั้งนี้ กระทรวงแรงงาน สมาคมไทยโลจิสติกส์และการผลิต และมหาวิทยาลัยทั้ง 4 แห่งจะมีแนวทางการดำเนินการร่วมกัน ดังนี้ 1.) การผลักดันให้สถานศึกษาจัดตั้งศูนย์มาตรฐานทดสอบฝีมือแรงงานแห่งชาติในสาขาที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์และนำไปเป็นกรอบในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน2.) การพัฒนาบุคลากรในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสาขาโลจิสติกส์และส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการที่เป็นสมาชิกของสมาคมจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้ได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นและเป็นธรรม รวมทั้งการสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานของแรงงาน ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตสินค้าและการให้บริการที่มีคุณภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคตและก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0






