
Santabox ตอบโจทย์สินค้าตรงใจผู้บริโภค
ยุคสมัยนี้การทำตลาดนอกจากสินค้าคุณภาพดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ผู้คนเตะตาโดนใจได้นั่นคือการบรรจุหีบห่อหรือแพ็กเกจจิ้ง ต้องโดดเด่นกระชากใจ “Santabox” บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยและการตลาด ที่เป็นตัวกลางระหว่างแบรนด์ สินค้าและผู้บริโภค รูปแบบการเจาะตลาดจะใช้วิธีแจกสินค้าให้ทดลองใช้ฟรี เพื่อแลกกับ feedback และให้เจ้าของสินค้านำไปปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ตรงกับที่ตลาดต้องการมากที่สุด ถือเป็นธุรกิจใหม่ คิดโดยคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งคิกออฟในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เพียงไม่กี่เดือนก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างน่าจับตามอง โดยมีฐานลูกค้าแล้วมากกว่า 10 ราย Santabox เป็น 1 ใน 7 รายที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)คัดเลือกให้ได้รับการสนับสนุนเงินทุน(Angel Fund for Startup) ให้ทุนช่วยเหลือเพื่อไปพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชันบนมือถือ
Santabox เกิดจากไอเดียของ 3 หนุ่มไฟแรงที่เพิ่งพ้นขอบรั้วมหาวิทยาลัยมาไม่นานไล่ตั้งแต่ “เจด-จิณัฐวุฒิ ประชากิจกุล” ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลระบบข้อมูล “ตั้ม-บัญชา พาณิชย์ศิริ” ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลด้านฝ่ายขายและการตลาด และ “วี- วีรจิต แรกตั้ง” ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลพัฒนาธุรกิจ ทั้ง 3 หนุ่มพูดตรงกันว่าบทบาทของ Santabox เสมือนเป็นผู้ตรวจสุขภาพสินค้า ทางเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าของสินค้านำสินค้ากลับไปปรับปรุงหรือพัฒนาให้ตรงกับเป้าหมายที่ตลาดต้องการจริงๆ
[caption id="attachment_95447" align="aligncenter" width="335"]
Santabox[/caption]
ซึ่ง เจด ... บอกว่าหลังจากที่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือสินค้าประเภทไหน จากที่ดูตามเว็บไซต์หรือออกพื้นที่เซอร์เวย์ตามเซเว่น อีเลฟเว่น หรือร้านค้าทั่วไป เมื่อพบว่าสินค้านั้นไม่ประสบผลสำเร็จในการตลาด หรือเป็นสินค้าใหม่ที่กำลังเปิดตัว แต่เจ้าของแบรนด์ต้องการทดสอบตลาดก่อนว่าจะได้รับการขานรับมากน้อยแค่ไหน มีอะไรเป็นข้อดี หรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้ Santabox มีทางออกให้ หากเจ้าของสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์นั้นๆ ตัดสินใจใช้บริการจากเรา ก็พร้อมจะนำสินค้าตัวอย่างจากลูกค้า ส่งต่อไปยังผู้บริโภคที่เข้ามาลงทะเบียนกับ Santaboxได้รับสินค้าทดลอง แล้วตอบคำถามที่เราต้องการกลับมาทางเว็บ ไซต์ เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด Santaboxก็จะนำไปขายให้กับผู้ผลิตสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์นั้นๆ เพื่อจะได้รับรู้ว่าสินค้าที่ผลิตมีข้อดี ข้อเสียตรงไหน ควรจะปรับปรุงและพัฒนาต่ออย่างไรให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด
“ยกตัวอย่างครีมทาหน้าใสชนิดหนึ่งมีเป้าหมายอยากให้คนใช้ครีมหน้าใส ไร้สิว มีความสุข แต่พอทดลองใช้สินค้าแล้วไม่มีความสุขเพราะเปิดซองยาก ตรงนี้อาจทำให้ลูกค้าสูญเสียความสุขไปได้ตั้งแต่ยังไม่เปิดซอง”
สอดคล้องกับ “วี” ที่ยกตัวอย่างขนมคางกุ้งแบรนด์ “OKUSNO” สินค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่เดือนมานี้ เป็นแป้งชุบหนวดกุ้ง จากการเซอร์เวย์ผู้บริโภคช่วงแรกพบว่า ไม่สะดวกในการรับประทานเพราะหนวดกุ้งที่ยื่นออกมาแทงปากผู้บริโภค พอทำการวิจัยตลาด ปรับปรุงจนสินค้าดีขึ้น ล่าสุดได้รับการตอบรับดีมากจนยอดขายพุ่ง
ด้านตั้ม...หนุ่มการตลาดบอกว่า ถ้าแบรนด์ไหนสนใจเราสามารถเป็นเครื่องมือทางการตลาดได้และทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้ามากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทำธุรกิจยังไม่ถึงปีมีลูกค้าอยู่ในมือแล้ว 10-15 ราย ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ขนมขบเคี้ยว ดูแลผิว ส่งสินค้าตัวอย่างมาให้เราหลังจากนั้น Santabox จะดำเนินการเอง โดยไปตั้งคำถามใหม่ลงในเว็บไซต์เจาะกลุ่มเป้าหมาย อายุ เพศ อาชีพ แจกของตามจำนวนทดลอง เช่น 3,000 ชิ้น หรือ 5,000 ชิ้น โดยเราจะเป็นผู้ส่งของไปยังกลุ่มเป้าหมาย ส่งคำถามผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บไซต์ ไปจนถึงขั้นตอนเก็บคำถามจากคนที่ใช้สินค้าทดลองทั้งหมด มาวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลให้ลูกค้า ใช้เวลาทั้งหมดเพียง 20 วัน ได้คำตอบ ลบภาพจ้างคนยืนแจกสินค้าตัวอย่างตามจุดต่างๆ หรือวิจัยทางการตลาดแบบเก่าที่ใช้เวลานาน มีข้อจำกัด เพราะยืนแจกสินค้าได้เฉพาะที่ แถมยังมีต้นทุนสูง
ขณะที่วิธีนี้จะรวดเร็วกว่าเพราะผ่านทางเว็บไซต์ที่วัดผลได้ ตรวจสอบได้ ในปริมาณที่กระจายได้ดีกว่าในแง่พื้นที่ แถมถูกกว่าวิธีเดิมถึง 5 เท่า ที่สำคัญข้อดีคือ ใช้บริการจากเราที่เดียว คู่ค้าได้ครบตั้งแต่การโปรโมตสินค้าออนไลน์ การทำวิจัยตัวสินค้าและส่งสินค้าทดลองให้ ในอนาคตอาจมีช่องทางขายให้ด้วย เป็นต้น ซึ่งหนุ่มนักการตลาดตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2560 จะทำให้เกิดสินค้าใหม่เข้ามาอยู่ในมือ 10 ชิ้นโดยจะหันไปมองกลุ่มลูกค้าที่มีสินค้าที่ถืออยู่มากกว่า 3-5 ประเภท จากเดิมที่เริ่มต้นจากแบรนด์เอสเอ็มอี มีสินค้าเพียงตัวเดียว
[caption id="attachment_95448" align="aligncenter" width="500"]
Santabox[/caption]
ส่วน วี... ในฐานะผู้ดูแลพัฒนาธุรกิจ จะมองเรื่องการพัฒนาธุรกิจควบคู่กับการลดต้นทุนให้มากที่สุด มีกำไรเพิ่มขึ้น คาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าอยู่ในมือถึง 100 ราย มากกว่า 100 สินค้า (รวมสินค้าเก่าและใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว) อีกทั้งมองหาพันธมิตรร่วมทุนที่มาจากกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพื่อใช้ยูสเซอร์ของผู้ร่วมทุนที่มีอยู่นำสินค้าใน Santabox เข้าไปขายได้ เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนด้านค่าขนส่งสูง คาดว่าจะได้พันธมิตรร่วมทุนเข้ามาภายในปีนี้
เจด ...หนุ่มมาดเซอร์ กล่าวเสริมอีกว่า มีเป้าหมาย 3 ปี นับจากนี้ไป จะเข้าไปครองตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รองรับสินค้าทุกชนิดที่วิ่งเข้ามาในตลาดนี้ ที่ส่วนใหญ่แต่ละสินค้าต้องการรู้ใจผู้บริโภคก่อนว่า ตลาดจะขานรับได้มากน้อยแค่ไหน เช่น สินค้าแบรนด์ใหม่มาจากมาเลเซีย ต้องการมาเปิดตลาดในไทย ต้องการคนแจกสินค้าทำสำรวจเพื่อดูพฤติกรรมผู้บริโภคก่อน เป็นต้น
ส่วนค่าบริการนั้นตั้ม...บอกว่ามี 3 ส่วนคือ 1. ค่าเข้ามาใช้ระบบในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย 2. ค่าส่งสินค้า 3. ค่าการวิเคราะห์และวิจัยตัวสินค้า รวมค่าบริการทั้ง 3 ส่วนอยู่ที่ 4 หมื่นบาทต่อ 1 สินค้า เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะคิดตามจำนวนสินค้าที่แจก เพราะเรามีต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียค่าบริการทั้ง 3 ส่วนก็ได้ขึ้นอยู่ที่ประเภทสินค้าที่ต้องการขายด้วย
สุดท้าย 3 หนุ่มกล่าวถึงที่มาของชื่อ Santabox ว่า มาจากการที่เราส่งของขวัญ ซึ่งหมายถึงของแจกทดลองใช้ให้คนหลายกลุ่มเปิดกล่องดูแล้วเกิดความประทับใจ แล้วตอบความเห็นเข้ามาทางเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ ดีไม่ดีตรงไหนติชมได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของสินค้า ดังนั้นคำตอบที่ออกมา ใส่ได้เต็มที่แบบไม่ต้องยั้งมือ เพราะถ้ามีความคิดเห็นลึกเท่าไหร่ เจ้าของสินค้าจะได้ประโยชน์จากตรงนั้นกลับไปพัฒนา และปรับสินค้าให้ตรงใจผู้ซื้อได้มากที่สุด ในระยะเวลาที่รวดเร็วจากการตรวจสุขภาพสินค้าทางเว็บไซต์โดย Santabox!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,190 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2559
เพียงไม่กี่เดือนก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างน่าจับตามอง โดยมีฐานลูกค้าแล้วมากกว่า 10 ราย Santabox เป็น 1 ใน 7 รายที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)คัดเลือกให้ได้รับการสนับสนุนเงินทุน(Angel Fund for Startup) ให้ทุนช่วยเหลือเพื่อไปพัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชันบนมือถือ
Santabox เกิดจากไอเดียของ 3 หนุ่มไฟแรงที่เพิ่งพ้นขอบรั้วมหาวิทยาลัยมาไม่นานไล่ตั้งแต่ “เจด-จิณัฐวุฒิ ประชากิจกุล” ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลระบบข้อมูล “ตั้ม-บัญชา พาณิชย์ศิริ” ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลด้านฝ่ายขายและการตลาด และ “วี- วีรจิต แรกตั้ง” ผู้ร่วมก่อตั้งและดูแลพัฒนาธุรกิจ ทั้ง 3 หนุ่มพูดตรงกันว่าบทบาทของ Santabox เสมือนเป็นผู้ตรวจสุขภาพสินค้า ทางเว็บไซต์ เพื่อให้เจ้าของสินค้านำสินค้ากลับไปปรับปรุงหรือพัฒนาให้ตรงกับเป้าหมายที่ตลาดต้องการจริงๆ
[caption id="attachment_95447" align="aligncenter" width="335"]
ซึ่ง เจด ... บอกว่าหลังจากที่รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือสินค้าประเภทไหน จากที่ดูตามเว็บไซต์หรือออกพื้นที่เซอร์เวย์ตามเซเว่น อีเลฟเว่น หรือร้านค้าทั่วไป เมื่อพบว่าสินค้านั้นไม่ประสบผลสำเร็จในการตลาด หรือเป็นสินค้าใหม่ที่กำลังเปิดตัว แต่เจ้าของแบรนด์ต้องการทดสอบตลาดก่อนว่าจะได้รับการขานรับมากน้อยแค่ไหน มีอะไรเป็นข้อดี หรือมีอุปสรรคอะไรบ้าง ทั้งหมดนี้ Santabox มีทางออกให้ หากเจ้าของสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์นั้นๆ ตัดสินใจใช้บริการจากเรา ก็พร้อมจะนำสินค้าตัวอย่างจากลูกค้า ส่งต่อไปยังผู้บริโภคที่เข้ามาลงทะเบียนกับ Santaboxได้รับสินค้าทดลอง แล้วตอบคำถามที่เราต้องการกลับมาทางเว็บ ไซต์ เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมด Santaboxก็จะนำไปขายให้กับผู้ผลิตสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์นั้นๆ เพื่อจะได้รับรู้ว่าสินค้าที่ผลิตมีข้อดี ข้อเสียตรงไหน ควรจะปรับปรุงและพัฒนาต่ออย่างไรให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด
“ยกตัวอย่างครีมทาหน้าใสชนิดหนึ่งมีเป้าหมายอยากให้คนใช้ครีมหน้าใส ไร้สิว มีความสุข แต่พอทดลองใช้สินค้าแล้วไม่มีความสุขเพราะเปิดซองยาก ตรงนี้อาจทำให้ลูกค้าสูญเสียความสุขไปได้ตั้งแต่ยังไม่เปิดซอง”
สอดคล้องกับ “วี” ที่ยกตัวอย่างขนมคางกุ้งแบรนด์ “OKUSNO” สินค้าใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่เดือนมานี้ เป็นแป้งชุบหนวดกุ้ง จากการเซอร์เวย์ผู้บริโภคช่วงแรกพบว่า ไม่สะดวกในการรับประทานเพราะหนวดกุ้งที่ยื่นออกมาแทงปากผู้บริโภค พอทำการวิจัยตลาด ปรับปรุงจนสินค้าดีขึ้น ล่าสุดได้รับการตอบรับดีมากจนยอดขายพุ่ง
ด้านตั้ม...หนุ่มการตลาดบอกว่า ถ้าแบรนด์ไหนสนใจเราสามารถเป็นเครื่องมือทางการตลาดได้และทำให้ลูกค้ารู้จักสินค้ามากขึ้น ซึ่งขณะนี้ทำธุรกิจยังไม่ถึงปีมีลูกค้าอยู่ในมือแล้ว 10-15 ราย ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ขนมขบเคี้ยว ดูแลผิว ส่งสินค้าตัวอย่างมาให้เราหลังจากนั้น Santabox จะดำเนินการเอง โดยไปตั้งคำถามใหม่ลงในเว็บไซต์เจาะกลุ่มเป้าหมาย อายุ เพศ อาชีพ แจกของตามจำนวนทดลอง เช่น 3,000 ชิ้น หรือ 5,000 ชิ้น โดยเราจะเป็นผู้ส่งของไปยังกลุ่มเป้าหมาย ส่งคำถามผ่านช่องทางออนไลน์ในเว็บไซต์ ไปจนถึงขั้นตอนเก็บคำถามจากคนที่ใช้สินค้าทดลองทั้งหมด มาวิเคราะห์ข้อมูล และสรุปผลให้ลูกค้า ใช้เวลาทั้งหมดเพียง 20 วัน ได้คำตอบ ลบภาพจ้างคนยืนแจกสินค้าตัวอย่างตามจุดต่างๆ หรือวิจัยทางการตลาดแบบเก่าที่ใช้เวลานาน มีข้อจำกัด เพราะยืนแจกสินค้าได้เฉพาะที่ แถมยังมีต้นทุนสูง
ขณะที่วิธีนี้จะรวดเร็วกว่าเพราะผ่านทางเว็บไซต์ที่วัดผลได้ ตรวจสอบได้ ในปริมาณที่กระจายได้ดีกว่าในแง่พื้นที่ แถมถูกกว่าวิธีเดิมถึง 5 เท่า ที่สำคัญข้อดีคือ ใช้บริการจากเราที่เดียว คู่ค้าได้ครบตั้งแต่การโปรโมตสินค้าออนไลน์ การทำวิจัยตัวสินค้าและส่งสินค้าทดลองให้ ในอนาคตอาจมีช่องทางขายให้ด้วย เป็นต้น ซึ่งหนุ่มนักการตลาดตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2560 จะทำให้เกิดสินค้าใหม่เข้ามาอยู่ในมือ 10 ชิ้นโดยจะหันไปมองกลุ่มลูกค้าที่มีสินค้าที่ถืออยู่มากกว่า 3-5 ประเภท จากเดิมที่เริ่มต้นจากแบรนด์เอสเอ็มอี มีสินค้าเพียงตัวเดียว
[caption id="attachment_95448" align="aligncenter" width="500"]
ส่วน วี... ในฐานะผู้ดูแลพัฒนาธุรกิจ จะมองเรื่องการพัฒนาธุรกิจควบคู่กับการลดต้นทุนให้มากที่สุด มีกำไรเพิ่มขึ้น คาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าอยู่ในมือถึง 100 ราย มากกว่า 100 สินค้า (รวมสินค้าเก่าและใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว) อีกทั้งมองหาพันธมิตรร่วมทุนที่มาจากกลุ่มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เพื่อใช้ยูสเซอร์ของผู้ร่วมทุนที่มีอยู่นำสินค้าใน Santabox เข้าไปขายได้ เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนด้านค่าขนส่งสูง คาดว่าจะได้พันธมิตรร่วมทุนเข้ามาภายในปีนี้
เจด ...หนุ่มมาดเซอร์ กล่าวเสริมอีกว่า มีเป้าหมาย 3 ปี นับจากนี้ไป จะเข้าไปครองตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รองรับสินค้าทุกชนิดที่วิ่งเข้ามาในตลาดนี้ ที่ส่วนใหญ่แต่ละสินค้าต้องการรู้ใจผู้บริโภคก่อนว่า ตลาดจะขานรับได้มากน้อยแค่ไหน เช่น สินค้าแบรนด์ใหม่มาจากมาเลเซีย ต้องการมาเปิดตลาดในไทย ต้องการคนแจกสินค้าทำสำรวจเพื่อดูพฤติกรรมผู้บริโภคก่อน เป็นต้น
ส่วนค่าบริการนั้นตั้ม...บอกว่ามี 3 ส่วนคือ 1. ค่าเข้ามาใช้ระบบในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย 2. ค่าส่งสินค้า 3. ค่าการวิเคราะห์และวิจัยตัวสินค้า รวมค่าบริการทั้ง 3 ส่วนอยู่ที่ 4 หมื่นบาทต่อ 1 สินค้า เพิ่มขึ้นหรือลดลงจะคิดตามจำนวนสินค้าที่แจก เพราะเรามีต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องเสียค่าบริการทั้ง 3 ส่วนก็ได้ขึ้นอยู่ที่ประเภทสินค้าที่ต้องการขายด้วย
สุดท้าย 3 หนุ่มกล่าวถึงที่มาของชื่อ Santabox ว่า มาจากการที่เราส่งของขวัญ ซึ่งหมายถึงของแจกทดลองใช้ให้คนหลายกลุ่มเปิดกล่องดูแล้วเกิดความประทับใจ แล้วตอบความเห็นเข้ามาทางเว็บไซต์ได้อย่างเต็มที่ ดีไม่ดีตรงไหนติชมได้ เพราะเราไม่ใช่เจ้าของสินค้า ดังนั้นคำตอบที่ออกมา ใส่ได้เต็มที่แบบไม่ต้องยั้งมือ เพราะถ้ามีความคิดเห็นลึกเท่าไหร่ เจ้าของสินค้าจะได้ประโยชน์จากตรงนั้นกลับไปพัฒนา และปรับสินค้าให้ตรงใจผู้ซื้อได้มากที่สุด ในระยะเวลาที่รวดเร็วจากการตรวจสุขภาพสินค้าทางเว็บไซต์โดย Santabox!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,190 วันที่ 8 - 10 กันยายน พ.ศ. 2559






