thansettakij
thansettakij
ฝนเทชาวนาเฮปลูกข้าว กรมชลฯเพิ่มแหล่งนํ้ารับอนาคต

ฝนเทชาวนาเฮปลูกข้าว กรมชลฯเพิ่มแหล่งนํ้ารับอนาคต

01 ก.ย. 59 | 07:00 น.
จากวิกฤติภัยแล้งในปี 2558 ที่เป็นแล้งหนักในรอบ 20 ปีที่ผ่านพ้นไป ได้สร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนไทยทั่วประเทศ จากน้ำทั้งเพื่อการอุปโภค-บริโภค เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์ และเพื่อการเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งกรมชลประทานถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ต้องทำงานอย่างหนักในการบริหารจัดการน้ำให้ผ่านพ้นวิกฤติ ขณะที่เวลานี้ประเทศไทยถืออยู่ในช่วงฤดูฝน ต่อสถานการณ์น้ำในแหล่งเก็บกักทั่วประเทศ ณ เวลานี้เป็นอย่างไรนั้น “สุเทพ น้อยไพโรจน์” อธิบดีกรมชลประทานได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ดังนี้

เขื่อนใหญ่-กลางมีน้ำ51%

จากล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2559 สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่34 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 448 แห่งรวม 482 แห่งทั่วประเทศมีปริมาตรน้ำในอ่างรวม 38,359 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นสัดส่วน 51% ของความจุ ในจำนวนนี้มีน้ำใช้การได้ 14,540 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 28% ขณะที่สภาพน้ำใน 4 เขื่อนใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตรน้ำรวม 10,962 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 44% ของความจุ และในจำนวนนี้มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 4,266 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 23%

“ภาพรวมในเวลานี้น้ำใช้การได้ในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ภาคตะวันออกถือว่าดีกว่าในปี 2558 มีภาคตะวันตกและภาคใต้ที่ยังน้อยกว่าปี 2558 แต่ตามสภาพฝนทุกปีจากนี้ไปใน 2 ภาคนี้จะตกมากขึ้น ฉะนั้นคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ที่ใช้น้ำจากลุ่มน้ำในภาคเหรือตั้งแต่ท้ายเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ลงมาสบายใจได้ เนื่องจากน้ำในเขื่อนตอนนี้มากกว่าปี 2558 หากเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน”

ระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักเพิ่ม

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เวลานี้เขื่อนภูมิพลมีปริมาตรน้ำที่ 35% ของความจุ, เขื่อนสิริกิติ์ 60%, แควน้อยบำรุงแดน 37% และป่าสักชลสิทธิ์ 25% ของความจุ แต่ละพื้นที่ก็มีฝนตกเติมน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ทางกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำใน 4 เขื่อน โดยระบายรวมประมาณวันละ 18-21 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน (จากก่อนหน้านี้ระบายไม่เกินวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร) แยกเป็นระบายจากเขื่อนภูมิพลในอัตราคงที่ประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เขื่อนสิริกิติ์ 5-8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เขื่อนแควน้อยฯ ประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และเขื่อนป่าสักฯประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน

“สถานการณ์บ้านเราตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 28 สิงหาคม 59 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ถือว่าดีกว่าและหากเปรียบในช่วงฤดูฝนที่แท้จริง เริ่มตั้งแต่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึง 28 สิงหาคม ถือว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยฝนที่ตกในรอบ 30 ปี ดังนั้นตอนนี้ถือว่าเราได้ผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งแล้ว แต่ปริมาณน้ำที่เก็บกักในอ่างยังไม่มากหรือเป็นที่พอใจมากนัก แต่ก็หวังในเดือนกันยายนถึงตุลาคมจะมีฝนตกเติมน้ำในเขื่อน โดยในสิ้นตุลาคมนี้ก็คาดหวังว่าน้ำใน 2 เขื่อนหลักคือแควน้อยฯ และป่าสักฯ)น่าจะเต็มความจุ”

แล้ง59/60ไม่น่าห่วง

ขณะในแต่ละปีที่ผ่านมาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัดจะใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งรักษาระบบนิเวศน์ประมาณปีละ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่จากน้ำใช้การได้สะสมใน 4 เขื่อนหลักเวลานี้มีถึง 4,266 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่ากับเวลานี้มีกำไรน้ำต้นทุนถึง 1,266 ล้านลูกบาศก์เมตร ฉะนั้นภาวะที่เกรงว่าจะขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ถือว่าได้หมดไปแล้ว และน้ำใช้การได้ที่เกินมา 1,266 ล้านลูกบาศก์เมตรยังสามารถใช้เพื่อการเกษตรได้ด้วย และจากนี้ฝนที่จะตกลงมาเติมน้ำในเขื่อนอีกถือเป็นกำไรของภาคเกษตรในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่จะมีน้ำใช้มากขึ้น ซึ่งเวลานี้ในเขื่อนแควน้อยฯ และป่าสักฯได้ปล่อยน้ำเพื่อสนับสนุนภาคเกษตรมาระยะหนึ่งแล้ว

แห่ทำนาเขตชลประทานพุ่ง

“สุเทพ” เผยอีกว่า จากฝนที่ยังตกต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยรอบ 30 ปี ทางกรมได้วางแผนการเพาะปลูกข้าวรอบแรก(นาปี)ในเขตชลประทานทั่วประเทศไว้ที่ประมาณ 15.93 ล้านไร่ ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2559 มีการเพาะปลูกไปแล้ว 13.60 ล้านไร่ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 7.8 แสนไร่ ในจำนวนนี้ได้วางแผนการเพาะปลูกข้าวในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาไว้ที่ 7.58 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 6.33 ล้านไร่ มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2558 ประมาณ 9.78 แสนไร่ (จากที่รัฐบาลได้วางแผนเพาะปลูกข้าวนาปีทั่วประเทศทั้งในเขต และนอกเขตชลประทานในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 55 ล้านไร่ ล่าสุดปลูกไปแล้วปริมาณ 48 ล้านไร่)

“ในส่วนที่ยังไม่ยังไม่ลงมือปลูกข้าวอาจะชะลอการตัดสินใจ เพราะบางพื้นที่เป็นที่ลุ่มต่ำ เสี่ยงเสียหายจากฤดูน้ำหลาก ที่ทำไปแล้วก็มีเสียหายบ้างแต่ไม่มาก”

ชงเพิ่มแหล่งน้ำรับอนาคต

ในโอกาสที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2559 หรือในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้ “สุเทพ”ย้ำว่า สิ่งที่อยากเห็นคือแหล่งน้ำที่มีคุณภาพมีเพียงพอที่จะรองรับกับการเจริญเติบโตของประเทศในอนาคต เฉพาะอย่างยิ่งรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ การเติบโตของประชากร และการเติบโตของภาคการผลิตต่างๆ ซึ่งอยากเห็นกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะเตรียมแหล่งน้ำให้เพียงพอ เพราะแหล่งน้ำที่ไทยมีอยู่ในเวลานี้เริ่มเสี่ยงต่อการขาดแคลนในอนาคต เพราะในส่วนของภาคการผลิตทั้งที่เป็นภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเพื่อการอุปโภค-บริโภค ล้วนต้องใช้น้ำทั้งสิ้น

“การปรับเปลี่ยนระบบการเกษตรเป็นเกษตรอุตสาหกรรม การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการทำนาเป้าหมาย 5.7 แสนไร่ของรัฐบาล การจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามหัวเมืองชายแดน ล้วนต้องใช้น้ำ ที่ผ่านมากรมชลฯก็พัฒนาแหล่งน้ำรองรับทุกภาคส่วนมาโดยตลอด”

ชี้รัฐต้องเร่งตัดสินใจ

ดังนั้นที่อยากเห็นคือความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อขยายแหล่งน้ำให้มีไว้ใช้อย่างเพียงพอสำหรับอนาคต ไม่ว่าจะเป็นแผนการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ซึ่งแรงต่อต้านจากเอ็นจีโอ(องค์กรพัฒนาเอกชน)ไม่หนักเท่ากับการได้มาซึ่งที่ดินในการก่อสร้างเพราะยิ่งนานยิ่งยาก ถ้าปล่อยให้ประชาชนเข้าไปบุกรุกพื้นที่แล้ว หากไปยึดคืนแรงต่อต้านจะยิ่งมาก หรือบางครั้งส่วนราชการที่ดูแลพื้นที่อยู่ไม่ยินยอมก็ทำอะไรได้ยาก ฉะนั้นจึงมองว่า นโยบายรัฐบาลต้องมาก่อนว่าจะสร้างหรือไม่สร้าง หรือจะยอมใช้น้ำเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้กรมชลประทานอยู่ระหว่างเตรียมแผนหลักเสนอรัฐบาลในการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศในรอบ 12 ปี (2558-2569) โดยอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดแผนช่วงแรกจนถึงปี 2564 ว่าในอนาคตจะต้องเพิ่มอ่างเก็บน้ำหรือเขื่อนขนาดใหญ่ ขนาดกลางอีกกี่แห่ง อ่างใดที่ต้องให้ความสำคัญต้องเร่งดำเนินการเป็นอันดับต้นๆ และลำดับรองลงมา

“แผนนี้จะเสนอรัฐบาลและจะต้องทำให้เสร็จก่อนเกษียณ เป็นแผนหลักของการพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศ ต้องใช้งบลงทุนเป็นล้านล้านบาท ในรายละเอียดของแผนถึงปี 2564 ก็มีรายละเอียดระดับหนึ่งว่าเป็นอ่าง ก. อ่าง ข อ่าง ค.ที่ไหน ส่วนโครงการตั้งแต่ปี 2565-2569 มีแต่กรอบยังไม่มีแผนงานหรือโครงการ ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจนถึงปี 2569 ต้องเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้อีกประมาณ 4,800 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้อีก 8.7 ล้านไร่ ถึงสิ้นปีนี้เราจะได้พื้นที่ชลประทานอีกประมาณ 1.4 ล้านไร่ ฉะนั้นตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปมีพื้นที่เป้าหมายอีก 7.3 ล้านไร่ (จากปัจจุบันไทยมีพื้นที่เขตชลประทานทั่วประเทศ 31.5 ล้านไร่ และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 60 ล้านไร่ในอนาคต)

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,187 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business