thansettakij
thansettakij
กิตติ ชีวเกตุ :ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

กิตติ ชีวเกตุ :ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

03 ก.ย. 59 | 05:00 น.
บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)หรือยูเอซี ถือเป็นบริษัทชั้นนำระดับต้นๆ ที่ผลิต นำเข้า และจำหน่ายสารเคมี รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำรวจและ ผลิตก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงผลิตน้ำมันหล่อลื่น โรงงานอุตสาหกรรมโพลิเมอร์และพลาสติก โรงงานอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมสี พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ที่มี "กิตติ ชีวเกตุ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ เป็นเสาหลัก ผ่านการดำเนินงานมากว่า 30 ปี จากการที่เป็นบริษัทเล็กๆ จนถึงวันนี้ก้าวขึ้นมาสู่การมีรายได้ในระดับปีละ 1,500 ล้านบาท และในช่วง 5 ปีจากนี้ไปตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้เป็นเท่าตัว

"กิตติ" เล่าให้ฟังกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ว่า เป็นคนพื้นเพจังหวัดเชียวใหม่ หลังจากจบมัธยม ได้เข้ามาเรียนต่อในระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แรกเริ่มเดิมทีก็เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นพนักงานให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกาที่มีสาขาในประเทศไทย คลุกคลีอยู่ในแวดวงนี้ถึง 17 ปี

แต่ด้วยสถานการณ์ที่พลิกผันต้องถูกโยกย้ายประจำสาขาในฮ่องกงและสิงคโปร์ ทำให้ผู้บริหารสัญชาติไทยคนนี้ ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ซึ่งในเวลาต่อมาก็ลาออกจากฐานะลูกจ้างขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารแบบเต็มตัว แล้วอาศัยคอนเนกชันที่มีอยู่สานต่อลูกค้ากับกลุ่มใหญ่ๆ อย่างกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) และเอสซีจี เป็นต้น ประกอบกับในช่วงนั้น มีหลายธุรกิจที่บริษัทสัญชาติอเมริกาไม่อยากดำเนินการต่อในไทย จึงนับว่าเป็นโอกาสเหมาะที่ยูเอซีจะเข้าไปสานต่อในธุรกิจเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี และพลังงาน ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อ บริษัท ยูนิเวอร์แซล แอดซอร์บเบ้นท์ แอนด์ เคมิคัลส์ จำกัด เพิ่งมาเปลี่ยนภายหลังเป็นยูเอซี เพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เมื่อปี 2553

จุดแรกของการทำธุรกิจส่วนตัวคือเหนื่อยเรื่องเงินเรื่องทอง สมัยนั้นยังไม่มีการลงทุนมากนัก เนื่องจากเป็นการเช่าทั้งหมดทั้งคลังและออฟฟิศ แต่บริษัทก็สามารถประคองธุรกิจ จนสามารถขยายงานได้อย่างต่อเนื่อง และนำมาสู่การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะมองว่าหากบริษัทสามารถมีโรงงานผลิตเองจะเกิดความมั่นคงมากขึ้น หลังจากนั้นจึงศึกษาว่าจะเข้าลงทุนพลังงานด้านใด ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับว่าพลังงานทดแทนเป็นที่สนใจ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบมีราคาแพง ประกอบกับนโยบายของภาครัฐส่งเสริมพลังงานทดแทนมากขึ้น

การตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานในธุรกิจพลังงานทดแทน โดยจุดเริ่มต้นคือธุรกิจเอทานอล เพื่อใช้ผสมเป็นแก๊สโซฮอล์ ในสมัยนั้นบริษัทเป็นตัวแทนของบริษัทสัญชาติออสเตรเลีย ที่มีเทคโนโลยีในการผลิตเอทานอลที่ดีที่สุดในโลกและมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งมีการนำเข้าเครื่องผลิตเอทานอลเพื่อให้ลูกค้าที่สนใจศึกษา ปัจจุบันได้เครื่องผลิตเอทานอลขนาด 200-300 ลิตรต่อวัน ถวายในหลวง ในวังสวนจิตรลดา ซึ่งยังใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน

หลังจากนั้น ได้เข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง โดยร่วมกับบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) ถือหุ้น 30% วงเงินลงทุน 111 ล้านบาท ในโรงงานไบโอดีเซลบี100 ผ่านบริษัท บางจากไบโอฟูเอล จำกัด เมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา แต่ในสมัยนั้นยูเอซียังไม่เข้าจดทะเบียนในตลาด เอ็ม เอ ไอ จึงใช้กระแสเงินสดจากการทำธุรกิจที่มีกำไรสะสมของบริษัทเข้าไปลงทุน

ซึ่งต่อมา เริ่มเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจเข้าลงทุนโรงงานก๊าซชีวภาพโดยใช้ของเสีย น้ำเสีย มาผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติอัด(ซีบีจี) เพื่อใช้ในภาคขนส่ง ด้วยความที่เป็นคนเชียงใหม่จุดเริ่มต้นธุรกิจก๊าซชีวภาพจึงจับมือกับพันธมิตรที่คุ้นเคยซึ่งทำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดกลาง 3 หมื่นตัว ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องการจำกัดน้ำเสีย ยูเอซีจึงเข้าไปลงทุนธุรกิจซีบีจีขนาด 3 ตันต่อวัน และสามารถขยายได้ถึง 6 ล้านตันต่อวัน ซึ่งจะใช้ของเสียจากฟาร์มหมู ผสมกับหญ้าเนเปียร์ ซึ่งเดิมชาวไร่จะปลูกไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์เท่านั้น

"จากจุดเริ่มต้นโรงงานแรกที่อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว จึงมีการขยายโรงงานก๊าซชีวภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพื่อการผลิตไฟฟ้าและซีบีจี ปัจจุบัน"

กิตติ ชี้ให้เห็นว่า การนั่งตำแหน่งเจ้าของธุรกิจแบบเต็มตัว นอกจากจะต้องสามารถบริหารจัดการบริษัทให้ดีเยี่ยมแล้ว ยังต้องบริหารพนักงานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพด้วย ซึ่งมักจะย้ำเตือนพนักงานเสมอว่าเราต้องเติบโตทุกภาคส่วนต้องโตไปด้วยกัน เดิมทีบริษัทเริ่มต้นด้วยพนักงานเพียง 30 คน แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 230 คน ซึ่งอาจมองว่ายูเอซีเป็นบริษัทพลังงานที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่การดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทน ก็นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย

เนื่องจากพลังงานทดแทนโดยเฉพาะก๊าซชีวภาพ นอกจากจะช่วยให้เกษตรมีอาชีพ มีรายได้ที่แน่นอนแล้ว ยังช่วยด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ยกตัวอย่างการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสีย ต้นข้าวโพด ช่วยในการบำบัดน้ำเสีย เรื่องกลิ่นเหม็น ขณะที่ต้นข้าวโพดนั้น เดิมเกษตรกรจะหักฝักแล้วทิ้งต้นให้แห้งจากนั้นจะเผาจนเกิดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือเรื่อยมา แต่เมื่อนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเป็นไฟฟ้าแล้ว นอกจากปัญหาเหล่านี้ถูกยกออกไปแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรด้วย

อย่างไรก็ตาม กิตติยังคงมีมุมมองที่ดีต่อการขยายธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งยังมองไปถึงการจับมือกับพันธมิตรเพื่อลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในต่างประเทศ โดยมุ่งไปในประเทศ CLMV ก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ทิ้งฐานการลงทุนในประเทศไทย เพราะมองว่านโยบายของภาครัฐยังคงให้การส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะขยายโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพในอนาคตอีกหลายแห่ง ด้วยวงเงินที่เตรียมลงทุนไว้ 1 พันล้านบาทต่อปี

กิตติ ย้ำว่า กว่าธุรกิจจะขึ้นมายืนตรงจุดนี้ได้นั้นนับว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แม้จะประสบปัญหาบ้างแต่ก็ยังคงยึดคติที่ว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,188 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business