
‘พลเดช’ชี้ช่องเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ภาคประชาสังคมร่วมจัดทัพ
ตั้งเป้าปี 2563 ประเทศไทยจะพ้นกับดับ จากประเทศที่รายได้ปานกลาง ก้าวไปสู่การมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ ราว 490,000 บาทต่อปี ประเด็นการปฏิรูปประเทศจึงพุ่งเป้าไปที่ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาความยากจน หนึ่งประเด็นหลักที่ภาคส่วนต่างๆพยายามและผลักดันมาต่อเนื่อง
บนเวที "สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย" (สปป) น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะท้อนมุมมองการปฏิรูปความยากจนโดยตั้งข้อสังเกตว่า ในห้วงปีเศษๆนับจากนี้ หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งที่ต้องดำเนินการให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปก่อนจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งต้องใช้ความมุ่งมั่น ตั้งใจเพื่อตั้งต้นเรื่องการปฏิรูปในด้านต่างๆโดยเฉพาะพลังจากภาคประชาสังคมที่ต้องร่วมสร้างแรงผลักดัน เคลื่อนกระบวนทัพ เกาะติดการปฏิรูปให้เกิดขึ้นให้ได้
ทั้งนี้ น.พ.พลเดช ระบุ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจ เกาะติดความเคลื่อนไหวนโยบายของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนยากจนในชนบทที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีหลายเรื่องที่รู้สึกกังวล และส่งผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ 1.นโยบาย One Map หรือ แผนที่มาตรเดียว คือ 1 ต่อ 4,000 ซึ่งมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องรับผิดชอบดูแลอยู่ อาทิ กรมป่าไม้ กรมที่ดิน และกรมอุทยาน ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมแต่ละหน่วยงานใช้อัตราส่วนแตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อหันมาใช้แผนที่มาตรเดียวหากไม่ระมัดระวังให้ดี ย่อมทำให้เกิดความลักลั่นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะคนชายขอบ หรือชนเผ่าต่างๆที่ดูแลรักษาป่า เป็นต้น
2.นโยบายทวงคืนผืนป่าที่รัฐบาล โดยออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)รวม 2 ฉบับ ประกอบด้วย คำสั่งคสช.ที่ 62 และฉบับที่ 64 ซึ่งส่งผลให้มีการขอคืนพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 1.5 แสนไร่ และคาดว่าตัวเลขจะขยับไปถึง 3 แสนไร่นั้น แม้ว่าจะส่งผลกระทบทางบวกแต่ในทางปฏิบัติจริงอาจมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาได้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องดูแล
3.นโยบายแปลงรวม หรือโฉนดชุมชน ซึ่งมีสำนักงานโฉนดชุมชน ปัจจุบันซึ่งตั้งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังไม่ได้ตั้ง "คณะกรรมการ" ขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ได้ตั้ง "คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ" ขึ้นมาทำงาน ดังนั้น สิ่งที่ตามมาจึงมีแต่นโยบาย ขาดคณะกรรมการที่จะเข้าไปดำเนินการซึ่งเป็นช่องว่าง เป็นจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวนี้
4.นโยบายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จุดอ่อนสำคัญที่เกิดปัญหาตามมา คือ เมื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนไปแล้ว อนุญาตให้เกษตรกรที่ถือครองที่ดินสามารถนำไปจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ได้ ทำให้ที่ดินหลุดมือเกษตรกรไปอยู่กับ ธ.ก.ส. ซึ่งถือครองที่ดินอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นเกิดเกษตรกรนอมินีขึ้น ทำให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของนายทุน เกิดเป็นปัญหาตามมาเช่นในปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องมีวิธีดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เพื่อให้การปฏิรูปความยากจนในชนบทสัมฤทธิผล เพราะที่ดินทำกินถือเป็นหัวใจสำคัญของเกษตรกร คนยากคนจนในต่างจังหวัด
ส่วนปัญหาของคนยากคนในเมืองหรือผู้ที่อยู่อาศัยในสลัมนั้น โดยส่วนตัวมองว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายปฏิรูปเรื่องนี้อย่างชัดเจนแต่อย่างใด ที่มีอยู่ อาทิ บ้านมั่นคง บ้านเอื้ออาทรนั้น มองว่า เป็นการปะผุแทบทั้งสิ้น เป็นการแก้ปัญหาแบบผิวๆทั้งนั้น ยังไม่สามารถลงไปให้ลึกมากกว่านี้ได้ ขณะที่การแก้ปัญหาของคนไร้สัญชาติซึ่งขับเคลื่อนกันมานานจนสามารถมีกฎหมายเกิดขึ้นได้แล้วก็ตาม แต่ยังมีปัญหาบังคับใช้กฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ คนไร้สัญชาติซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ คนไทยพลัดถิ่นซึ่งมีประมาณ 80,000 คน และกลุ่มคนไร้สัญชาติทั่วไปที่มีอยู่ประมาณ 800,000 คน รวมทั้งสิ้น 1.8 แสนรายนั้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีกฎหมายซึ่งอยู่ในขั้นตอนดำเนินของกระทรวงมหาดไทย แต่เราพบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงเห็นว่า การปฏิรูปเรื่องต่างๆจะคิดถึงเฉพาะเรื่องการออกกฎหมาย เรื่องการตัดสินใจนโยบาย มีกลไก มีมาตรการทางนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้อง implement นโยบายเหล่านั้นให้เกิดมรรคผลตามเจตนารมณ์ได้อย่างไรด้วย
"วันนี้ถ้าเราพูดถึงการปฏิรูปซึ่งที่ผ่านมาการปฏิรูปเป็นช่วงขาขึ้น คือ คิดประเด็นปฏิรูปเพียงอย่างเดียว คิดแต่จะออกกฎหมาย สุดท้ายขาเคลื่อนเราเกียร์ว่าง คงไม่เกิดผล นับจากนี้ไป 6 เดือน ภาคประชาสังคมควรเกาะติดกฎหมายลูกที่จะออกมา รวมถึงติดตาม ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่างๆซึ่งอยู่ในหมวดปฏิรูปว่า จะออกมาทิศทางใด แล้วภาคประชาสังคมจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร ต้องร่วมผลักดัน ขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ร่วมกัน" น.พ.พลเดช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,188 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559
บนเวที "สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย" (สปป) น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะท้อนมุมมองการปฏิรูปความยากจนโดยตั้งข้อสังเกตว่า ในห้วงปีเศษๆนับจากนี้ หลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งที่ต้องดำเนินการให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปก่อนจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งต้องใช้ความมุ่งมั่น ตั้งใจเพื่อตั้งต้นเรื่องการปฏิรูปในด้านต่างๆโดยเฉพาะพลังจากภาคประชาสังคมที่ต้องร่วมสร้างแรงผลักดัน เคลื่อนกระบวนทัพ เกาะติดการปฏิรูปให้เกิดขึ้นให้ได้
ทั้งนี้ น.พ.พลเดช ระบุ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจ เกาะติดความเคลื่อนไหวนโยบายของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนยากจนในชนบทที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีหลายเรื่องที่รู้สึกกังวล และส่งผลกระทบกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ 1.นโยบาย One Map หรือ แผนที่มาตรเดียว คือ 1 ต่อ 4,000 ซึ่งมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องรับผิดชอบดูแลอยู่ อาทิ กรมป่าไม้ กรมที่ดิน และกรมอุทยาน ทั้งนี้ เนื่องจากเดิมแต่ละหน่วยงานใช้อัตราส่วนแตกต่างกัน ดังนั้น เมื่อหันมาใช้แผนที่มาตรเดียวหากไม่ระมัดระวังให้ดี ย่อมทำให้เกิดความลักลั่นเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะคนชายขอบ หรือชนเผ่าต่างๆที่ดูแลรักษาป่า เป็นต้น
2.นโยบายทวงคืนผืนป่าที่รัฐบาล โดยออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)รวม 2 ฉบับ ประกอบด้วย คำสั่งคสช.ที่ 62 และฉบับที่ 64 ซึ่งส่งผลให้มีการขอคืนพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 1.5 แสนไร่ และคาดว่าตัวเลขจะขยับไปถึง 3 แสนไร่นั้น แม้ว่าจะส่งผลกระทบทางบวกแต่ในทางปฏิบัติจริงอาจมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาได้ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องดูแล
3.นโยบายแปลงรวม หรือโฉนดชุมชน ซึ่งมีสำนักงานโฉนดชุมชน ปัจจุบันซึ่งตั้งอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี รัฐบาลยังไม่ได้ตั้ง "คณะกรรมการ" ขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ได้ตั้ง "คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ" ขึ้นมาทำงาน ดังนั้น สิ่งที่ตามมาจึงมีแต่นโยบาย ขาดคณะกรรมการที่จะเข้าไปดำเนินการซึ่งเป็นช่องว่าง เป็นจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวนี้
4.นโยบายปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จุดอ่อนสำคัญที่เกิดปัญหาตามมา คือ เมื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนไปแล้ว อนุญาตให้เกษตรกรที่ถือครองที่ดินสามารถนำไปจำนองกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ได้ ทำให้ที่ดินหลุดมือเกษตรกรไปอยู่กับ ธ.ก.ส. ซึ่งถือครองที่ดินอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นเกิดเกษตรกรนอมินีขึ้น ทำให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของนายทุน เกิดเป็นปัญหาตามมาเช่นในปัจจุบัน ดังนั้น จึงต้องมีวิธีดำเนินการที่จะแก้ไขปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เพื่อให้การปฏิรูปความยากจนในชนบทสัมฤทธิผล เพราะที่ดินทำกินถือเป็นหัวใจสำคัญของเกษตรกร คนยากคนจนในต่างจังหวัด
ส่วนปัญหาของคนยากคนในเมืองหรือผู้ที่อยู่อาศัยในสลัมนั้น โดยส่วนตัวมองว่า ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายปฏิรูปเรื่องนี้อย่างชัดเจนแต่อย่างใด ที่มีอยู่ อาทิ บ้านมั่นคง บ้านเอื้ออาทรนั้น มองว่า เป็นการปะผุแทบทั้งสิ้น เป็นการแก้ปัญหาแบบผิวๆทั้งนั้น ยังไม่สามารถลงไปให้ลึกมากกว่านี้ได้ ขณะที่การแก้ปัญหาของคนไร้สัญชาติซึ่งขับเคลื่อนกันมานานจนสามารถมีกฎหมายเกิดขึ้นได้แล้วก็ตาม แต่ยังมีปัญหาบังคับใช้กฎหมายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ คนไร้สัญชาติซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ คนไทยพลัดถิ่นซึ่งมีประมาณ 80,000 คน และกลุ่มคนไร้สัญชาติทั่วไปที่มีอยู่ประมาณ 800,000 คน รวมทั้งสิ้น 1.8 แสนรายนั้น ปัจจุบันแม้ว่าจะมีกฎหมายซึ่งอยู่ในขั้นตอนดำเนินของกระทรวงมหาดไทย แต่เราพบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงเห็นว่า การปฏิรูปเรื่องต่างๆจะคิดถึงเฉพาะเรื่องการออกกฎหมาย เรื่องการตัดสินใจนโยบาย มีกลไก มีมาตรการทางนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้อง implement นโยบายเหล่านั้นให้เกิดมรรคผลตามเจตนารมณ์ได้อย่างไรด้วย
"วันนี้ถ้าเราพูดถึงการปฏิรูปซึ่งที่ผ่านมาการปฏิรูปเป็นช่วงขาขึ้น คือ คิดประเด็นปฏิรูปเพียงอย่างเดียว คิดแต่จะออกกฎหมาย สุดท้ายขาเคลื่อนเราเกียร์ว่าง คงไม่เกิดผล นับจากนี้ไป 6 เดือน ภาคประชาสังคมควรเกาะติดกฎหมายลูกที่จะออกมา รวมถึงติดตาม ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่างๆซึ่งอยู่ในหมวดปฏิรูปว่า จะออกมาทิศทางใด แล้วภาคประชาสังคมจะเข้าไปมีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร ต้องร่วมผลักดัน ขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ร่วมกัน" น.พ.พลเดช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวทิ้งท้าย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,188 วันที่ 1 - 3 กันยายน พ.ศ. 2559






