thansettakij
thansettakij
กคช.ตั้งเป้าปรับปรุงโครงการบ้านสบายเพื่อยายตาปี 59 จำนวน 114 หลัง

กคช.ตั้งเป้าปรับปรุงโครงการบ้านสบายเพื่อยายตาปี 59 จำนวน 114 หลัง

22 ส.ค. 59 | 10:00 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ส.ค. 59 | 15:49 น.
นายนพดล   ว่องเวียงจันทร์ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ(กคช.) กล่าวถึงโครงการการปรับปรุงที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ (โครงการบ้านสบายเพื่อยายตา) ว่า เป็นโครงการภายใต้กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมของการเคหะแห่งชาติที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้กับผู้สูงอายุที่ยากไร้ ซึ่งได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมดำเนินงานในรูปแบบการรณรงค์อาสาสมัคร (ต่อยอดจากการศึกษาวิจัยเรื่องโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ) เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ที่ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้านการอยู่อาศัยซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยและผู้ยากไร้ โดยเข้าไปดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมและจัดทำที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุโดยใช้งบประมาณเฉลี่ย 100,000 บาทต่อราย รวมทั้งปรับสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างสะดวกสบายในชุมชนเดิมอย่างยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2553-2558 การเคหะแห่งชาติได้ส่งมอบบ้านแล้วเสร็จ จำนวน 218 หลัง ประกอบด้วย จังหวัดเพชรบุรี 20 หลัง สิงห์บุรี 26 หลัง เชียงใหม่ 19 หลัง ระยอง 22 หลัง อำนาจเจริญ 15 หลัง อุบลราชธานี 6 หลัง สงขลา 14 หลัง จันทบุรี 26 หลัง แพร่ 19 หลัง ลพบุรี 17 หลัง  เลย 20 หลัง และสุรินทร์ 14 หลัง ส่วนในปี 2559 การเคหะแห่งชาติอยู่ระหว่างการปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุจำนวน 114 หลังในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี 16 หลัง นครพนม 13 หลัง ศรีสะเกษ 3 หลัง มหาสารคาม 3 หลัง นนทบุรี 1 หลัง ชัยนาท 15 หลัง กาญจนบุรี 21 หลัง สุรินทร์ 20 หลัง สมุทรสาคร 3 หลัง สุพรรณบุรี 5 หลัง และตรัง 14 หลัง

อย่างไรก็ตาม การเคหะแห่งชาติได้ตั้งเป้าหมายการดำเนินงานโครงการบ้านสบายเพื่อยายตาให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยจะบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสการมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุและผู้ยากไร้ให้ได้รับบริการโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ ทั้งยังเป็น    การสร้างภาคีเครือข่ายรวมทั้งขยายองค์ความรู้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในการดำเนินงานเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกด้านหนึ่งด้วย