
เกษตรสมัยใหม่ประชารัฐคืบ เอกชนพร้อมลุยต่อแม้สิ้นรัฐบาล
จากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตั้งคณะทำงานสานพลังประชารัฐ โดยดึงตัวแทนบิ๊กภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศรวม 12 คณะ หนึ่งในนั้นคือ "คณะทำงานการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่"ที่มี "อิสระ ว่องกุศลกิจ" บอสใหญ่ค่ายน้ำตาลมิตรผล และประธานคณะกรรมการหอการค้าไทย เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐในคณะทำงานเดียวกัน ซึ่ง "ฐานเศรษฐกิจ" ฉบับนี้ได้สัมภาษณ์พิเศษ "อิสระ"ถึงความก้าวหน้าล่าสุดของการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงทิศทางการทำงานนับจากนี้ไป
จำกัดความ "เกษตรสมัยใหม่"
"อิสระ" เกริ่นถึงความหมายของเกษตรสมัยใหม่ว่า เป็นการเกษตรที่ใช้นวัตกรรม การวิจัยและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เป็นการทำการเกษตรแบบแม่นยำ กำหนดวันเวลาที่ผลผลิตจะออกมาได้ มีการควบคุมปัจจัยผันแปรทั้งดิน น้ำ สภาพอากาศ การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดต้นทุน และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร โดยรวมกลุ่มกันผลิตแบบแปลงใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า มีผลผลิตที่สูงขึ้น และตรวจสอบย้อนกลับได้ และสุดท้ายคือรวมกันจำหน่ายช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ได้ราคาที่สูงขึ้น
"ในอดีตการทำนาทำไร่ยังใช้มือ ใช้การปักดำ เป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งเราอยากให้คงสภาพนั้นอยู่ แต่ความเป็นจริง ณ ปัจจุบันอาจจะไม่ใช่แล้ว เพราะเกษตรกรก็อยากจะสบายขึ้น เพราะฉะนั้นการใช้เครื่องมือในการทำการเกษตรถือเป็นสิ่งจำเป็น ยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลียตัดอ้อยได้ 750 ตันต่อวัน ใช้รถตัด 1 คัน ใช้คนงาน 6 คน โดยพอรถตัดแล้วก็ส่งอ้อยขึ้นรถบรรทุกเลย ขณะที่ไทยตัดอ้อย 750 ตันต่อวันเท่ากัน แต่ใช้แรงงานคนตัดและขึ้นอ้อยถึง 620 คน ทำให้มีต้นทุนที่สูงกว่า ที่น่าจับตาคือเวียดนามก็ได้เริ่มนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปลูกและตัดอ้อย พัฒนาไปมากกว่าที่เราคิดไว้"
ในเรื่องนี้ทางมิตรผลก็ได้เริ่มนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และสนับสนุนชาวไร่ในเครือข่ายรวมกว่า 2 ล้านไร่ในการปลูกและเก็บเกี่ยวอ้อย เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดเวลาทำงาน รวมถึงแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานเช่นกัน
แบ่ง 5 กลุ่มเอกชนช่วยดัน
สำหรับเกษตรสมัยใหม่ที่คณะทำงานฯอยู่ระหว่างการผลักดัน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดยในส่วนของพืชหลักประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด, กลุ่มสัตว์บกขนาดเล็กได้แก่ ไก่และสุกร,สัตว์บกขนาดใหญ่ได้แก่ โคเนื้อ โคนม ,สัตว์น้ำ ได้แก่ กุ้งขาว กุ้งกุลาดำ กุ้งกร้ามกราม ปลากะพง และปลานิล และกลุ่มสินค้าเกษตรสร้างรายได้เร็ว (Cash Crop) ได้แก่ ผัก เช่น ฟักทอง ผลไม้ เช่น แตงโม รวมถึงเห็ด และพืชอื่นๆ
ทั้งนี้มีภาคเอกชนที่เข้าร่วมให้การสนับสนุนเกษตรกรในการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ประกอบด้วย มิตรผล, ไทยเบฟเวอเรจ, สยามคูโบต้า, ซีพี อินเตอร์เทรด, ซีพีเอฟ, บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง,โรงสีกาญจนาไรซ์, ราชสีมากรีน,ไทยวา,แดรี่โฮม,เบทาโกร,ไทยยูเนี่ยน, ซีแวลู, สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย, สมาคมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และหอการค้าไทย
คืบหน้าแล้วกว่า 44%
"เกษตรสมัยใหม่มีความคืบหน้าไปมาก เวลานี้มีแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่รวม 43 แปลง ครอบคลุม 30 จังหวัด ได้ดำเนินการตามแผนงานไปแล้ว เฉลี่ยความก้าวหน้า 44% และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 31 แปลง ตัวอย่าง เช่น ข้าวที่หอการค้าไทยไปทำที่ อ.จุน จ.พะเยา ก็ให้โรงสีกาญจนาไรซ์ไปดูแลพัฒนาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเขาอาจได้ประมาณ 500 กก.ต่อไร่ ในปีแรกก็อยากให้ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600-800 กก.ต่อไร่ ในต้นทุนที่ลดลง เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมใช้ถึง 25 กก.ต่อไร่ อาจลดลงเหลือ 12 กก.ต่อไร่ โดยกระทรวงเกษตรฯสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ Pure (บริสุทธิ์) เวลาขายให้โรงสีก็จะได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เบื้องต้นมีเป้าหมายทำพื้นที่ต้นแบบในปีแรก 5 พันไร่ ซึ่งเราจะหาผู้ซื้อช่วยทำตลาดในประเทศหรือส่งออกด้วย"
ขณะที่บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัดได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลโพนข่า อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ส่งเสริมพัฒนาการทำนา โดยเปลี่ยนจากนาหว่านไปทำนาหยอด ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 10-12 กก.ต่อไร่ และช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยที่ 559 กก.ต่อไร่ เทียบกับนาหว่านได้ผลผลิตเฉลี่ย 451 กก.ต่อไร่ ต้นทุนทำนาหยอดเฉลี่ย 2,398 บาทต่อไร่ ขณะที่การทำนาหว่านเฉลี่ย 3,060 บาทต่อไร่ ในระยะแรกมีเกษตรกรเข้ารวม 53 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าว 573 ไร่ แต่ปีนี้เกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 5 พันไร่ โดยทางเจียเม้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยชาวนา ตั้งแต่เตรียมการก่อนปลูกไปจนถึงหลังเก็บเกี่ยว รวมถึงมีการให้สินเชื่อกับชาวนาโดยไม่มีดอกเบี้ย(ใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายเมื่อเอาข้าวมาขายให้กับโรงสี) และรัฐซื้อผลผลิตข้าวในราคาสูงกว่าตลาด
"ในกลุ่มอื่น ๆ เช่น กุ้ง ทางไทยูเนี่ยนได้ไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้กับสมาชิกสหกรณ์ประมง ที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิต 400% จากเดิมสหกรณ์นี้เลี้ยงแต่ปลานิลก็ให้ความรู้ในการเลี้ยงกุ้งขาวควบคู่ไปในบ่อเดิม ส่วนข้าวที่จ.สุพรรณบุรี มีซีพีดูแล อ้อยที่จ.อำนาจเจริญของกลุ่มมิตรผล ส่วนคูโบต้าก็ไปช่วยเรื่องการสอนวิธีการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ให้ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพในหลายพื้นที่ เป็นต้น"
ขณะที่โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรสร้างรายได้เร็ว เช่น การปลูกผัก ผลไม้ สมุนไพร การเลี้ยงปลา หมู ไก่ หอการค้าไทยได้ดำเนินการแล้วในหลายพื้นที่ เช่น น่าน พิษณุโลก สกลนคร สุราษฎร์ธานี พังงา เป็นต้น ซึ่งจะพัฒนาจากผลิตเพื่อบริโภคเอง ขายในชุมชน และท้ายสุดจะพัฒนาเพื่อเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดต่อไป
"เราอยากให้มีโครงการเกษตรสมัยใหม่ในทุกจังหวัด เพราะจะเป็นกุญแจในการขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตอบโจทย์ประชาคมโลก เรื่องของการทำเกษตรแบบยั่งยืน ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นโครงการนำร่องไม่ใช่ง่าย ซึ่งพวกผมและรัฐมนตรีเกษตรฯก็ลงพื้นที่กันตลอด"
เดินหน้าต่อแม้สิ้นรัฐบาล
"อิสระ" กล่าวตอนท้ายว่า การที่บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาร่วมโครงการนี้มองเป็นการช่วยเหลือมากกว่า โดยใช้เงินตัวเองทั้งหมด รัฐไม่ได้ให้เงิน แต่แน่นอนย่อมจะมีผลต่อเนื่องตามมาเหมือนเป็นซีเอสอาร์(ความรับผิดชอบต่อสังคม) คือการทำชุมชนให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ เขาก็จะนึกถึงและใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา แต่ระยะยาวประเทศชาติจะเข้มแข็ง ซึ่งโครงการนี้จะมีความต่อเนื่องหรือไม่หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เรื่องนี้มองว่าอย่างน้อยอีกสัก 1 ปีคงเดินต่อไป เพราะมีเชื้อและเริ่มมาแล้ว เรื่องนี้ภาคเอกชนคงต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เดินต่อไปได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,185 วันที่ 21 - 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
จำกัดความ "เกษตรสมัยใหม่"
"อิสระ" เกริ่นถึงความหมายของเกษตรสมัยใหม่ว่า เป็นการเกษตรที่ใช้นวัตกรรม การวิจัยและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เป็นการทำการเกษตรแบบแม่นยำ กำหนดวันเวลาที่ผลผลิตจะออกมาได้ มีการควบคุมปัจจัยผันแปรทั้งดิน น้ำ สภาพอากาศ การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยลดต้นทุน และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร โดยรวมกลุ่มกันผลิตแบบแปลงใหญ่เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้า มีผลผลิตที่สูงขึ้น และตรวจสอบย้อนกลับได้ และสุดท้ายคือรวมกันจำหน่ายช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้ได้ราคาที่สูงขึ้น
"ในอดีตการทำนาทำไร่ยังใช้มือ ใช้การปักดำ เป็นวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ซึ่งเราอยากให้คงสภาพนั้นอยู่ แต่ความเป็นจริง ณ ปัจจุบันอาจจะไม่ใช่แล้ว เพราะเกษตรกรก็อยากจะสบายขึ้น เพราะฉะนั้นการใช้เครื่องมือในการทำการเกษตรถือเป็นสิ่งจำเป็น ยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลียตัดอ้อยได้ 750 ตันต่อวัน ใช้รถตัด 1 คัน ใช้คนงาน 6 คน โดยพอรถตัดแล้วก็ส่งอ้อยขึ้นรถบรรทุกเลย ขณะที่ไทยตัดอ้อย 750 ตันต่อวันเท่ากัน แต่ใช้แรงงานคนตัดและขึ้นอ้อยถึง 620 คน ทำให้มีต้นทุนที่สูงกว่า ที่น่าจับตาคือเวียดนามก็ได้เริ่มนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการปลูกและตัดอ้อย พัฒนาไปมากกว่าที่เราคิดไว้"
ในเรื่องนี้ทางมิตรผลก็ได้เริ่มนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และสนับสนุนชาวไร่ในเครือข่ายรวมกว่า 2 ล้านไร่ในการปลูกและเก็บเกี่ยวอ้อย เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดเวลาทำงาน รวมถึงแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานเช่นกัน
แบ่ง 5 กลุ่มเอกชนช่วยดัน
สำหรับเกษตรสมัยใหม่ที่คณะทำงานฯอยู่ระหว่างการผลักดัน แบ่งเป็น 5 กลุ่ม โดยในส่วนของพืชหลักประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด, กลุ่มสัตว์บกขนาดเล็กได้แก่ ไก่และสุกร,สัตว์บกขนาดใหญ่ได้แก่ โคเนื้อ โคนม ,สัตว์น้ำ ได้แก่ กุ้งขาว กุ้งกุลาดำ กุ้งกร้ามกราม ปลากะพง และปลานิล และกลุ่มสินค้าเกษตรสร้างรายได้เร็ว (Cash Crop) ได้แก่ ผัก เช่น ฟักทอง ผลไม้ เช่น แตงโม รวมถึงเห็ด และพืชอื่นๆ
ทั้งนี้มีภาคเอกชนที่เข้าร่วมให้การสนับสนุนเกษตรกรในการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ประกอบด้วย มิตรผล, ไทยเบฟเวอเรจ, สยามคูโบต้า, ซีพี อินเตอร์เทรด, ซีพีเอฟ, บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง,โรงสีกาญจนาไรซ์, ราชสีมากรีน,ไทยวา,แดรี่โฮม,เบทาโกร,ไทยยูเนี่ยน, ซีแวลู, สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย, สมาคมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทย และหอการค้าไทย
คืบหน้าแล้วกว่า 44%
"เกษตรสมัยใหม่มีความคืบหน้าไปมาก เวลานี้มีแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่รวม 43 แปลง ครอบคลุม 30 จังหวัด ได้ดำเนินการตามแผนงานไปแล้ว เฉลี่ยความก้าวหน้า 44% และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 31 แปลง ตัวอย่าง เช่น ข้าวที่หอการค้าไทยไปทำที่ อ.จุน จ.พะเยา ก็ให้โรงสีกาญจนาไรซ์ไปดูแลพัฒนาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเขาอาจได้ประมาณ 500 กก.ต่อไร่ ในปีแรกก็อยากให้ได้ผลผลิตเฉลี่ย 600-800 กก.ต่อไร่ ในต้นทุนที่ลดลง เช่น เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมใช้ถึง 25 กก.ต่อไร่ อาจลดลงเหลือ 12 กก.ต่อไร่ โดยกระทรวงเกษตรฯสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ที่ Pure (บริสุทธิ์) เวลาขายให้โรงสีก็จะได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาด เบื้องต้นมีเป้าหมายทำพื้นที่ต้นแบบในปีแรก 5 พันไร่ ซึ่งเราจะหาผู้ซื้อช่วยทำตลาดในประเทศหรือส่งออกด้วย"
ขณะที่บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัดได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลโพนข่า อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ส่งเสริมพัฒนาการทำนา โดยเปลี่ยนจากนาหว่านไปทำนาหยอด ช่วยลดต้นทุนการผลิตจากลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 10-12 กก.ต่อไร่ และช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยที่ 559 กก.ต่อไร่ เทียบกับนาหว่านได้ผลผลิตเฉลี่ย 451 กก.ต่อไร่ ต้นทุนทำนาหยอดเฉลี่ย 2,398 บาทต่อไร่ ขณะที่การทำนาหว่านเฉลี่ย 3,060 บาทต่อไร่ ในระยะแรกมีเกษตรกรเข้ารวม 53 ราย ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าว 573 ไร่ แต่ปีนี้เกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 5 พันไร่ โดยทางเจียเม้งได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยชาวนา ตั้งแต่เตรียมการก่อนปลูกไปจนถึงหลังเก็บเกี่ยว รวมถึงมีการให้สินเชื่อกับชาวนาโดยไม่มีดอกเบี้ย(ใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายเมื่อเอาข้าวมาขายให้กับโรงสี) และรัฐซื้อผลผลิตข้าวในราคาสูงกว่าตลาด
"ในกลุ่มอื่น ๆ เช่น กุ้ง ทางไทยูเนี่ยนได้ไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงให้กับสมาชิกสหกรณ์ประมง ที่ อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิต 400% จากเดิมสหกรณ์นี้เลี้ยงแต่ปลานิลก็ให้ความรู้ในการเลี้ยงกุ้งขาวควบคู่ไปในบ่อเดิม ส่วนข้าวที่จ.สุพรรณบุรี มีซีพีดูแล อ้อยที่จ.อำนาจเจริญของกลุ่มมิตรผล ส่วนคูโบต้าก็ไปช่วยเรื่องการสอนวิธีการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ให้ถูกวิธีและมีประสิทธิภาพในหลายพื้นที่ เป็นต้น"
ขณะที่โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรสร้างรายได้เร็ว เช่น การปลูกผัก ผลไม้ สมุนไพร การเลี้ยงปลา หมู ไก่ หอการค้าไทยได้ดำเนินการแล้วในหลายพื้นที่ เช่น น่าน พิษณุโลก สกลนคร สุราษฎร์ธานี พังงา เป็นต้น ซึ่งจะพัฒนาจากผลิตเพื่อบริโภคเอง ขายในชุมชน และท้ายสุดจะพัฒนาเพื่อเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรดต่อไป
"เราอยากให้มีโครงการเกษตรสมัยใหม่ในทุกจังหวัด เพราะจะเป็นกุญแจในการขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตอบโจทย์ประชาคมโลก เรื่องของการทำเกษตรแบบยั่งยืน ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นโครงการนำร่องไม่ใช่ง่าย ซึ่งพวกผมและรัฐมนตรีเกษตรฯก็ลงพื้นที่กันตลอด"
เดินหน้าต่อแม้สิ้นรัฐบาล
"อิสระ" กล่าวตอนท้ายว่า การที่บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาร่วมโครงการนี้มองเป็นการช่วยเหลือมากกว่า โดยใช้เงินตัวเองทั้งหมด รัฐไม่ได้ให้เงิน แต่แน่นอนย่อมจะมีผลต่อเนื่องตามมาเหมือนเป็นซีเอสอาร์(ความรับผิดชอบต่อสังคม) คือการทำชุมชนให้เข้มแข็งขึ้นมาได้ เขาก็จะนึกถึงและใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา แต่ระยะยาวประเทศชาติจะเข้มแข็ง ซึ่งโครงการนี้จะมีความต่อเนื่องหรือไม่หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เรื่องนี้มองว่าอย่างน้อยอีกสัก 1 ปีคงเดินต่อไป เพราะมีเชื้อและเริ่มมาแล้ว เรื่องนี้ภาคเอกชนคงต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เดินต่อไปได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,185 วันที่ 21 - 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559






