thansettakij
thansettakij
ผู้ค้าเหล้า-เบียร์วอนภาครัฐ สร้างบรรทัดฐานโฆษณาที่ชัดเจน

ผู้ค้าเหล้า-เบียร์วอนภาครัฐ สร้างบรรทัดฐานโฆษณาที่ชัดเจน

22 ส.ค. 59 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ส.ค. 59 | 10:57 น.
หลังเกิดปรากฎการณ์ความเห็นไม่ตรงกันของในสังคมเกี่ยวกับการสร้างมาตรการฐานควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเมืองไทยว่าสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน สารที่สื่อออกไปจะสร้างแรงจูงใจให้มีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น แน่นอนว่าย่อมมีทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับกระแสดังกล่าว จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และบรรดาผู้ประกอบการ ผู้บริโภคว่าความจริงแล้วขอบเขตและกรอบของกฎหมายที่ว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นสามารถทำได้มากน้อยขนาดไหน

[caption id="attachment_87994" align="aligncenter" width="335"] ธนากร คุปตจิตต์  ประธานสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย ธนากร คุปตจิตต์
ประธานสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย[/caption]

ล่าสุดสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA จึงได้จัดงานเสวนาขึ้น ภายใต้หัวข้อ "กฎหมายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์:ถอดบทเรียนสื่อมวลชนและภาคธุรกิจ" เพื่อสร้างความเข้าใจ หาทางออก รวมไปถึงการเรียกร้องให้ภาครัฐกำหนดความชัดเจนสำหรับมาตรการควบคุมนี้ขึ้น ด้วยหวังสร้างบรรทัดฐานและความเข้าใจอันดีในการสื่อสารไปยังประชาชน

แนะรัฐสร้างบรรทัดฐานการโฆษณาที่ชัดเจน

นายธนากร คุปตจิตต์ ประธานสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA เปิดเผยว่า ทางสมาคมฯ เตรียมยื่นเรื่องขอพิจารณาพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ตามมาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเรื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นโดยตรงหรือโดยอ้อม

โดยจะอาศัยสื่อมวลชนและเวทีต่างๆ เป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมต่อให้หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณะสุข เป็นต้น เพื่อนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากเป็นหน่วยงานภาครัฐในการให้ความเห็นทางกฎหมาย ตีความ และกำหนดแนวทางในการปฏิบัติตามมาตรา 32 เกี่ยวกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อเป็นหลักให้แก่ทุกฝ่ายในการบังคับใช้และปฏิบัติตามกฎหมาย

"ทางสมาคมฯยินดีปฏิบัติตามข้อกฎหมายทุกประการ ถึงแม้กฎหมายจะควบคุมไปถึงการห้ามโฆษณา (แบน) เลยพร้อมจะปฏิบัติตาม เพราะนั่นเราถือว่าเป็นความชัดเจนของข้อกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ หากแต่ขอความชัดเจนในแนวทางปฏิบัติ ที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน และมีหน่วยงานกลางเข้ามาเป็นคนพิจารณา ไม่ใช่การตัดสินตามดุลยพินิจอย่างในปัจจุบัน เพราะทุกวันนี้ปัญหาการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่การใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน ส่งผลให้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลายเป็นการทำธุรกิจแบบศรีธนญชัยไปแล้ว คือเมื่อผู้ประกอบการไม่สามารถสร้างแบรนด์หรือทำการตลาดได้ก็หันมาแตกไลน์อื่น เช่นธุรกิจน้ำดื่มในชื่อเดียวกันและใช้ชื่อเดียวกันกับยี่ห้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการโฆษณาแทน"

ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้มีการออกมาเรียกร้องให้นักกฎหมายที่เป็นตัวกลาง เพื่อตีความพ.ร.บ.ดังกล่าว แต่ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ที่มีการทำงานอย่างรวดเร็ว มองว่าอาจจะมีโอกาสในการพิจรณาพ.ร.บ.ดังกล่าว
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีผู้ประกอบการร้านขายของชำรายย่อย และร้านอาหารต่างๆ ถูกจับมาอย่างต่อเนื่อง หรือรวมกว่าหลายร้อยคดีความ เนื่องจากอัตรารางวัลนำจับที่สูง หรือกว่า 80% ดังนั้น หากมีการตีความพ.ร.บ.ดังกล่าวให้มีความชัดเจนมากขึ้นและโปร่งใสในเรื่องของข้อจำกัดในเรื่องของการโฆษณา ก็จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ ว่าจะมีแนวทางการโฆษณาอย่างไร

สำหรับแนวทางการของสมาคมต่อจากนี้ ภายหลังที่มีการพยายามเรียกร้องให้นักกฎหมายคนกลางที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อร่วมกันสร้างความชัดเจนและข้อกำหนดที่เป็นกลางแต่ยังไม่สัมฤทธิ์ผลนั้น เนื่องจากต้องการความชัดเจนที่ถูกต้องเป็นธรรม จึงอยากให้มีมาตรการและแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การทำตลาด รวมไปถึงการสื่อสารแบรนด์ มีความถูกต้องตามกฎหมาย และสัมฤทธิ์ผลร่วมกันอย่างโปร่งใส

คหวังสร้าง "บรรทัดฐาน" มาก่อน "ดุลยพินิจ"

นายประมาณ เลืองวัฒนะวณิช ทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า ควรออกกฎระเบียบให้มีความชัดเจนในเรืองของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นขั้นเป็นตอนและชัดเจน เพราะที่ผ่านมาเป็นการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการใช้ความรู้สึกของตัวเองในการพิจารณาความผิด

ทั้งนี้มองว่าการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นการปิดกั้นการรับรู้ต่อแบรนด์สินค้า ซึ่งจะทำให้สูญเสียโอกาสในการทำธุรกิจ ดังนั้นจะต้องมีการพิจารณาและตีความให้เกิดความชัดเจน หรือขอบเขตในการโฆษณาว่ารูปแบบไหนเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือจูงใจในการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์รูปคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือข้อความต่างๆ ไม่ถือว่าเป็นความผิดหากไม่มีเจตนาในการอ้างสรรพคุณ หรือเชิญชวนให้ดื่มทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่หากมีเจตนาก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

"หากจะมีการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างจริงจังก็ควบคุมไป แต่การควบคุมนั้นต้องอยู่ในกรอบ และกฎหมายจะต้องมีการออกกฎระเบียบให้ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อหาแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนที่สุด ส่วนการใช้ดุลยพินิจนั้นให้มองเป็นเรื่องมาทีหลังมากกว่า ขณะที่การออกกฎหมายข้อความห้ามโฆษณา ก็ไม่อยากให้สวนทางกับข้อกฎหมายที่มีอยู่"

ทั้งนี้หากมองในเรื่องกฎหมายต้นแบบจากต่างประเทศก็มองว่าแต่ละประเทศมีข้อกำหนดกฎหมายที่ไม่เหมือนกัน หากแต่มีความชัดเจนเรื่องมาตรการควบคุม ดำเนินการที่ชัดเจน และต้องไม่เป็นการชักจูง อวดอ้างสรรพคุณ

ชี้หากควบคุม ควรยืนบนพื้นฐานเหตุผล

นางสาวพิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า การควบคุมสินค้าและบริการต่างๆ รวมถึงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและข้อเท็จจริง ควบคู่กับการเคารพสิทธิและเสรีภาพของทุกฝ่ายทั้งผู้ดื่มและผู้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่ทำตลาดกับผู้ที่มีอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนส่งเสริมการดื่มอย่างรับผิดชอบผ่านการส่งเสริมความรู้และความเข้าใจแก่คนในสังคม ทั้งนี้ทางพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากยิ่งขึ้น โดยมีข้อมูล งานวิจัย แบะกรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแผนงาน นโยบาย และมาตรการต่างๆในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ต่อไป

ทั้งนี้ จากสถิติในการเก็บข้อมูลจากคดีอุบัติเหตุจราจรที่มีสาเหตุจาการเมาแล้วขับ พบว่าในสหรัฐฯ มี 9,000 กรณี ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นที่ลดลงจาก 2.5 หมื่นกรณี ในปี 2544 อยู่ที่ 5,000 กรณีในปี 2554 และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ทั้งการจำกัดอายุผู้ดื่ม เมื่อเทียบกับประเทศไทยที่มี 4,000-5,000 กรณี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับขึ้นและลงทุกปี

อย่างไรก็ตามมองว่าการควบคุมข้อกฎหมายที่เข้มงวดเกินไป ยิ่งทำให้เกิดการดื่มที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากในประเทศอังกฤษที่ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังจากห้าทุ่มไปแล้ว ทำให้ผู้ดื่มเกิดการดื่มหนักในช่วงก่อนเวลา ซึ่งปัจจุบันกฎระเบียบดังกล่าวได้ประกาศยกเลิกไปแล้ว

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,185 วันที่ 21 - 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business