thansettakij
thansettakij
มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 17 สิงหาคม 2559

มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 17 สิงหาคม 2559

17 ส.ค. 59 | 11:37 น.
อัปเดตล่าสุด :17 ส.ค. 59 | 18:48 น.

  • อนุมัติแผนงานแก้ปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งทะเล 3 ระยะ


ที่ประชุม ครม.(17 สิงหาคม) รับทราบแนวทางและการจัดทำแผนการแก้ปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งทะเล ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไข โดยดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ ร่วมประสานความร่วมมือกับนักวิชาการที่มีความรู้ความชำนาญ ร่วมตรวจสอบ สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งและภาพรวมของประเทศ พร้อมจัดลำดับพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนที่ประสบปัญหาการกัดเซาะ จำนวน 306 พื้นที่ เป็นระยะทางประมาณ 830 กม.ร้อยละ 26 ของแนวฝั่งทะเลไทย แบ่งเป็น ระดับวิกฤตได้ 48 พื้นที่ ระดับเร่งด่วน 160 พื้นที่ และระดับเฝ้าระวัง 98 พื้นที่ ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดแนวทางและแผนงาน โครงการและงบประมาณจัดการป้องกันแก้ไขดังกล่าว แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2559-2560 โดยปี 2559 จำนวน 31 โครงการ ใช้งบประมาณ 1550 ล้านบาทเศษ และปี2560 รวม 27 โครงการ งบประมาณ 1,273 ล้านบาทเศษ ระยะที่ 2 ดำเนินการตามกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 11 และระยะที่ 3 ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ  20 ปี

  • เทงบให้ กทม.แก้ปัญหาน้ำท่วมขังกว่า 2,500 ล.


ที่ประชุม ครม.(17 สิงหาคม) อนุมัติงบประมาณ 2,500 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยในปีแรกจะใช้งบประมาณ 400 กว่าล้านบาท เพื่อสำหรับก่อสร้างระบบระบายน้ำ 11 เส้นทาง ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ทั้งพื้นที่สุขุมวิท นราธิวาส 17 ถนนเจริญกรุง เป็นต้น โดยการดำเนินการดังกล่าวนั้น กรุงเทพฯได้ร่วมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการแก้ไข เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวกระทบกับประชาชนน้อยลง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะเป็นลักษณะการดันท่อคอนกรีต ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เมตร นำน้ำจากท่อลงคลอง ซึ่งการดำเนินการจะใช้วิธีการการประกวดราคา และคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในต้นปี 2560

  • ไฟเขียว ร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง


ที่ประชุม ครม. (17 สิงหาคม) อนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอร่างพ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และให้นำข้อคิดเห็นกระทรวงต่างๆไปปรับปรุงในชั้นกฤษฎีกา เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการออกพ.ร.ก.ในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และมีการดูแลระดับราคามาเป็นระยะเวลา 10 ปี ดังนั้น เพื่อให้กองทุนดังกล่าวสอดคล้องกับพ.ร.บ.กองทุนหมุนเวียน จึงเสนอร่างดังกล่าว เพื่อเป็นการยกระดับจากกฎหมายรอง หรือ จากพ.ร.ก. เป็นพ.ร.บ. เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยปัจจุบันองค์กรที่ดูแลในปัจจุบันเป็นสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (มหาชน) ดังนั้น จึงได้ยกระดับเป็นสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขึ้นเป็นหน่วยงานหนึ่งของภาครัฐจากเดิมเป็นมหาชน รวมทั้งมีการเขียนบทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มเติม และการทำหน้าที่ตามโครงการในอนาคต เช่น แอลพีจีสำหรับคนมีรายได้น้อย การช่วยเหลือเฉพาะเจาะจงให้กับพี่น้องประชาชนเป็นต้น

สำหรับพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในปัจจุบัน แต่เป็น การยกระดับโครงการองค์กรให้เป็นถาวร โดยมีการออกกฎหมายให้ชัดเจน และถือเป็นการวางรากฐานของพลังงานในประเทศ สำหรับกระบวนการในการดูแลนั้น จะให้คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติมีการเข้ามาร่วมดูแลด้วย โดยเบื้องต้นจะกำหนดให้ดูแลเสถียรภาพด้านราคาได้ 2 เดือน หรือดูแลราคาน้ำมันขายปลีกได้ถึง 5 บาทต่อลิตร โดยจะต้องใช้เงินอุดหนุนประมาณ 40,000 ล้านบาทในเบื้องต้น

  • เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรปี 2559/60 เพิ่มเติม


ที่ประชุม ครม.(17 สิงหาคม) อนุมัติเห็นชอบหลักการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรปีการผลิต 2559/60 ด้านการผลิตเพิ่มเติม ตามที่กระทรวงเกษตรฯเสนอ เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาที่อยู่ในพื้นที่ๆไม่เหมาะสมในการปลูกข้าวเปลี่ยนอาชีพ แบ่งเป็น 5 ออฟชั่น โดย 4 ออฟชั่นดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ ประกอบด้วย 1.เปลี่ยนมาเลี้ยงกระบือ ให้เงินกู้เพื่อซื้อแม่พันธุ์กระบือ ครอบครัวละ 5 ตัว เป้าหมายเกษตรกร 5 พันครัวเรือน รวมเป็นกระบือ 25,000 ตัว ระยะเวลาการกู้ 6 ปี

2.กรณีเลี้ยงโคเนื้อ รายละ 5 ตัว เป้าหมาย 4,000 ครัวเรือนรวม 120,000 ตัว ระยะเวลาการกู้ 6 ปี 3.เลี้ยงแพะ สนับสนุนรายละ 32 ตัว เพศเมีย 30 ตัว เพศผู้ 2 ตัว เป้าหมายเกษตรกร 500 ครัวเรือน รวม 16,000 ตัว ระยะเวลาการกู้ 5 ปี และ4.ปลูกนาหญ้าเนเปียร์เพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์ กลุ่มเป้าหมาย 500 ครัวเรือน ระยะเวลา 3 ปี โดยนำไปปรับปรุงแปลง ปลูกนาหญ้า และซื้อเครื่องสำหรับหั่นหญ้ามาทำอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สำหรับเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องมีพื้นที่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองตั้งแต่  7 ไร่ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 25 ไร่ โดยต้องกันพื้นที่ 5 ไร่ต่อครัวเรือนมาปลูกพืชเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ดังกล่าว รวมเป้าหมายพื้นที่ทั้งหมด 150,000 ไร่ หรือเกษตรกรประมาณ 30,000 ครัวเรือน

ส่วนโครงการที่ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการเกษตร คือ โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมเป็นเกษตรกรรมทางเลือกอื่น ใช้วงเงินงบประมาณ 610 ล้านบาท เป้าหมายเกษตรกร 84,000 ครัวเรือน พื้นที่ 420,000 ไร่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ทั้งนี้ ให้ปรึกษากับเกษตรจังหวัด โดยรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการปรับปรุงพื้นที่ ทำระบบน้ำและปัจจัยการผลิตไร่ละ 5,000 บาท ครัวเรือนละ 5 ไร่ อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้รัฐจะอุดหนุนค่าใช่จ่ายใน 2 กรณี คือ เลี้ยงปลา ให้ 2,300 บาทต่อครัวเรือน และเลี้ยงไก่ 2,844 บาทต่อครัวเรือน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2550- กันยายน 2560

ทั้งนี้ ให้สินเชื่อผ่าน ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี รัฐสนับสนุน 3% เกษตรกรจ่าย  2% เป็นวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 10,686 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณดำเนินการ 2,301 ล้านบาท

ยืนยันว่า โครงการทั้งหมดนี้ไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการให้ความช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทแต่อย่างใด เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกข้าว ขณะที่โครงการนี้สำหรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ด้วยการปลูกประกอบอาชีพอื่นแทน

  • เดินหน้าแผนฟื้นฟูแฟลตดินแดงกว่า 3 หมื่นล.


ที่ประชุม ครม. (17 สิงหาคม) เห็นชอบแผนฟื้นฟูแฟลตดินแดง มูลค่าการลงทุน 35,754 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะกู้มาให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี (2559-2567) ซึ่งจะเป็นการก่อสร้างอาคารสูง 28-35 ชั้น จำนวน 26 อาคาร ทดแทนอาคารเดิมที่สูง 5 ชั้น ในเนื้อที่ 207 ไร่ ทั้งนี้ เป็นการฟื้นฟูและยกระดับชีวิตของชาวแฟลตดินแดงที่ก่อสร้างมาเกือบ 50 ปีแล้ว มีปัญหาโครงสร้างอาคารทรุดโทรม มีปัญหาความปลอดภัยต่างๆ เป็นอาคารที่พักสมัยใหม่ สำหรับโครงการดังกล่าวมีจำนวน 20,252 ยูนิต ซึ่งจะให้สิทธิผู้ที่อยู่อาศัยเดิม 6,546 ยูนิต แต่หากผู้ที่อยู่อาศัยเดิมรายใดต้องการสละสิทธิจะได้รับเงินชดเชยยูนิตละ 4 แสนบาท พร้อมค่าย้ายออกอีก 1 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือ 13,706 ยูนิต จะเป็นผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยใหม่ที่เป็นข้าราชการหรือผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดประมูลอีอ๊อกชั่นได้เดือนกันยายน 2559 เริ่มก่อสร้างในเดือน ตุลาคม 2559