
สรุปมติคณะรัฐมนตรี(9 สิงหาคม 59)
+ ครม.เปิดบัญชีแอคเคาท์ 4 กองทุน
ที่ประชุมครม. ( 9 ส.ค.59) อนุมัติการจัดตั้งทุนหมุนเวียนตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายบริหารทุนหมุนเวียนใน 4 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ อินฟราสตัคเจอร์ฟันด์ ทั้งนี้ เพื่อดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนให้มีความมั่นคงตามความเหมาะสมโดยจะมีการรับประกันผลตอบแทน 2-3% เพื่อให้กองทุนที่สนใจ อาทิ กบข. กองทุนประกันสังคม สามารถที่จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวได้นั้น จึงมีมติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานฯ ดังกล่าวในลักษณะของกองทุนหมุนเวียน
2.กองทุนเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกสนับสนุนให้เกิดการประกอบธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทย และจะเป็นตัวเร่งให้เพิ่มปริมาณการนำผลการวิจัยมาต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง โดยกองทุนดังกล่าวจะสนับสนุนทุนสมทบบางส่วนให้กับเอกชน หรืออาจมีลักษณะเป็นทุนอุดหนุนสบทบกำหนดเงื่อนไขการส่งคืนเมื่อโครงการประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเพื่อให้การสนับสนุนเพื่อการศึกษาหรือผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาไม่เกิน 7 ปี รวมถึงบุคลลากรในสถาบันการศึกษาของสถาบันวิจัย ผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้นที่มีการดำเนินการนวัตกรรมร่วมกับสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย เป็นต้น
3.ปรับปรุงกองทุนเพื่อโครงการอาหารนักเรียนในโรงเรียน (กองทุนอาหารกลางวัน) ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 โดยให้โยกย้ายจากที่อยู่ที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนินงานและเกิดประสิทธิภาพ ย้ายให้กองทุนที่ตั้งอยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ และกำหนดวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมมากกว่าอาหารกลางวัน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา การศึกษาภาคบังคับ ไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาทุพลโภชนาการ และ4.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย เพื่อเพิ่มรายได้หลังเกษียณให้กับแรงงานในระบบ จะมีลักษณะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ การออมเพิ่มเติมสำหรับแรงงานในระบบ ที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของกองทุนเลี้ยงชีพซึ่งมีประมาณ 11.4 ล้านคน อย่างไรก็ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างพรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ซึ่งคาดว่า จะเสนอเข้าสู่การประชุมครม.ภายใน 1 เดือนข้างหน้านี้
+หนุนผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา เป็น นิติบุคคล
ที่ประชุม ครม.(9 ส.ค.59) เห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการซึ่งจัดตั้งธุรกิจบุคคลธรรมดาเข้าสู่การเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้ เนื่องจากบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษีแบบเหมาจ่ายได้ อาทิ กรณีหากเป็นผู้รับเหมาสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 70% ของรายได้ เป็นต้น สำหรับสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว คือ ลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมากรณีที่สูงกว่า 60% ให้เหลือเพียง 60% เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป 2.ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับการโอนทรัพย์สินให้กับบริษัทที่จัดตั้งใหม่ มีผลตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
3.สำหรับบริษัทที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทในวันสุดท้ายของรอบบัญชี สามารถนำรายจ่ายที่เกิดจากการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี มาหักเป็นรายจ่ายได้สองเท่าเป็นเวลา 5 รอบบัญชี 4.กระทรวงมหาดไทยจะลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดสำหรับผู้ที่โอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในกิจการส่วนตัวเข้าสู่กิจการจัดตั้งใหม่ ลดจาก 2 % เหลือ 0.01% และ5.สามารถโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการในชื่อส่วนตัวมาสู่นิติบุคคลได้ โดยก.คลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดความรวดเร็วในการเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคลได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ จะสร้างความโปร่งใสและสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว คาดว่าจะมีผู้ประกอบการนิติบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 250,000 รายจากปัจจุบันคาดว่ามีประมาณ 2.7ล้านราย รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้นประมาณ 4,200 ล้านบาท ทั้งนี้ ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายนิติบุคคลคนเดียว
+แก้ไขร่างพ.ร.บ.การตอบโตการทุ่มตลาด
ที่ประชุม ครม. (9 ส.ค.59) อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศโดยเฉพาะ ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดในปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการใช้มาตรการการหลบเลี่ยง อาทิ ใช้การแก้ไขดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยให้ต่างไปจากประกาศพิกัดศุลกากร หรือ ใช้วิธีการส่งผ่านประเทศที่ 3 ตลอดจนแยกชิ้นแล้วนำมาประกอบในไทย เป็นต้น สำหรับสาระสำคัญ กำหนดนิยามเพิ่มเติมให้ครอบคลุม และเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการทุ่มตลาดให้สามารถไต่สวนได้เพิ่มเติม รวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาพฤติกรรมและหลักฐานการทุ่มตลาด เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่ากระทรวงพาณิชย์จะสามารถออกกฎหมายลูกโดยเร็ว เพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้
+กระทรวงยุติธรรมปรับแผนสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา
ที่ประชุม ครม. (9 ส.ค.59) อนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 2559 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติเรื่องดังกล่าวไว้แล้วโดยให้งบประมาณ 330 ล้านบาท ณ ขณะนั้นได้จัดทำแผนก่อสร้างเรือนจำ
จำนวน 5 แห่ง แต่เห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์จึงขอปรับแผนดังกล่าวเป็นการก่อสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา จำนวน 17 แห่งในวงเงินเดิม ทั้งนี้ การก่อสร้างเรือนจำโครงสร้างเบาดังกล่าว เป็นการสร้างนเรือนที่พักสำหรับผู้ต้องหาที่กำลังจะพ้นโทษในแต่ละปี เพื่อใช้ฝึกฝนอาชีพต่างๆ และมีรั้วลวดหนาม เป็นต้น
+ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ขยะมูลฝอย ให้อำนาจ อปท.
ที่ประชุม ครม.(6 สิงหาคม) เห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (พ.ร.บ.ขยะมูลฝอย) เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายปี 2535 ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาขยะในพื้นที่ได้อย่างเร่งด่วน เพิ่มอำนาจให้สามารถนำขยะปฏิกูลมูลฝอยที่จัดเก็บไปดำเนินการใช้ หรือหาประโยชน์ได้ โดยสาระสำคัญ กำหนดเขตพื้นที่ในการจัดเก็บ ขน แยก สิ่งปฏิกูล โดยมอบอำนาจกับส่วนราชการท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งสามารถจัดทำด้วยตัวเอง หรือ ร่วมกับส่วนราชการ หรือกับภาคเอกชนก็ได้ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายจัดการขยะเพื่อให้สามารถบริหารจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จต่อไป
ที่ประชุมครม. ( 9 ส.ค.59) อนุมัติการจัดตั้งทุนหมุนเวียนตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายบริหารทุนหมุนเวียนใน 4 กองทุน ประกอบด้วย 1.กองทุนเพื่อการสนับสนุนกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ อินฟราสตัคเจอร์ฟันด์ ทั้งนี้ เพื่อดูแลผลประโยชน์ของนักลงทุนให้มีความมั่นคงตามความเหมาะสมโดยจะมีการรับประกันผลตอบแทน 2-3% เพื่อให้กองทุนที่สนใจ อาทิ กบข. กองทุนประกันสังคม สามารถที่จะลงทุนในกองทุนดังกล่าวได้นั้น จึงมีมติให้จัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานฯ ดังกล่าวในลักษณะของกองทุนหมุนเวียน
2.กองทุนเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกสนับสนุนให้เกิดการประกอบธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทย และจะเป็นตัวเร่งให้เพิ่มปริมาณการนำผลการวิจัยมาต่อยอดไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง โดยกองทุนดังกล่าวจะสนับสนุนทุนสมทบบางส่วนให้กับเอกชน หรืออาจมีลักษณะเป็นทุนอุดหนุนสบทบกำหนดเงื่อนไขการส่งคืนเมื่อโครงการประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเพื่อให้การสนับสนุนเพื่อการศึกษาหรือผู้ที่จบจากสถาบันการศึกษาไม่เกิน 7 ปี รวมถึงบุคลลากรในสถาบันการศึกษาของสถาบันวิจัย ผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้นที่มีการดำเนินการนวัตกรรมร่วมกับสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย เป็นต้น
3.ปรับปรุงกองทุนเพื่อโครงการอาหารนักเรียนในโรงเรียน (กองทุนอาหารกลางวัน) ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 โดยให้โยกย้ายจากที่อยู่ที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนินงานและเกิดประสิทธิภาพ ย้ายให้กองทุนที่ตั้งอยู่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ และกำหนดวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมมากกว่าอาหารกลางวัน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา การศึกษาภาคบังคับ ไปถึงกลุ่มนักเรียนที่มีปัญหาทุพลโภชนาการ และ4.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย เพื่อเพิ่มรายได้หลังเกษียณให้กับแรงงานในระบบ จะมีลักษณะเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ การออมเพิ่มเติมสำหรับแรงงานในระบบ ที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมทั้งลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของกองทุนเลี้ยงชีพซึ่งมีประมาณ 11.4 ล้านคน อย่างไรก็ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างพรบ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ ซึ่งคาดว่า จะเสนอเข้าสู่การประชุมครม.ภายใน 1 เดือนข้างหน้านี้
+หนุนผู้ประกอบการบุคคลธรรมดา เป็น นิติบุคคล
ที่ประชุม ครม.(9 ส.ค.59) เห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการซึ่งจัดตั้งธุรกิจบุคคลธรรมดาเข้าสู่การเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้ เนื่องจากบุคคลธรรมดาสามารถเลือกเสียภาษีแบบเหมาจ่ายได้ อาทิ กรณีหากเป็นผู้รับเหมาสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 70% ของรายได้ เป็นต้น สำหรับสาระสำคัญของมาตรการดังกล่าว คือ ลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมากรณีที่สูงกว่า 60% ให้เหลือเพียง 60% เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป 2.ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์สำหรับการโอนทรัพย์สินให้กับบริษัทที่จัดตั้งใหม่ มีผลตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
3.สำหรับบริษัทที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทในวันสุดท้ายของรอบบัญชี สามารถนำรายจ่ายที่เกิดจากการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ ค่าทำบัญชี และค่าสอบบัญชี มาหักเป็นรายจ่ายได้สองเท่าเป็นเวลา 5 รอบบัญชี 4.กระทรวงมหาดไทยจะลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดสำหรับผู้ที่โอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในกิจการส่วนตัวเข้าสู่กิจการจัดตั้งใหม่ ลดจาก 2 % เหลือ 0.01% และ5.สามารถโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการในชื่อส่วนตัวมาสู่นิติบุคคลได้ โดยก.คลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดความรวดเร็วในการเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดามาเป็นนิติบุคคลได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ จะสร้างความโปร่งใสและสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว คาดว่าจะมีผู้ประกอบการนิติบุคคลเพิ่มขึ้นประมาณ 250,000 รายจากปัจจุบันคาดว่ามีประมาณ 2.7ล้านราย รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้นประมาณ 4,200 ล้านบาท ทั้งนี้ ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอร่างกฎหมายนิติบุคคลคนเดียว
+แก้ไขร่างพ.ร.บ.การตอบโตการทุ่มตลาด
ที่ประชุม ครม. (9 ส.ค.59) อนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการภายในประเทศโดยเฉพาะ ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดในปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการใช้มาตรการการหลบเลี่ยง อาทิ ใช้การแก้ไขดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยให้ต่างไปจากประกาศพิกัดศุลกากร หรือ ใช้วิธีการส่งผ่านประเทศที่ 3 ตลอดจนแยกชิ้นแล้วนำมาประกอบในไทย เป็นต้น สำหรับสาระสำคัญ กำหนดนิยามเพิ่มเติมให้ครอบคลุม และเพิ่มอำนาจของคณะกรรมการทุ่มตลาดให้สามารถไต่สวนได้เพิ่มเติม รวมถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาพฤติกรรมและหลักฐานการทุ่มตลาด เป็นต้น ทั้งนี้ คาดว่ากระทรวงพาณิชย์จะสามารถออกกฎหมายลูกโดยเร็ว เพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้
+กระทรวงยุติธรรมปรับแผนสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา
ที่ประชุม ครม. (9 ส.ค.59) อนุมัติการขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 2559 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติเรื่องดังกล่าวไว้แล้วโดยให้งบประมาณ 330 ล้านบาท ณ ขณะนั้นได้จัดทำแผนก่อสร้างเรือนจำ
จำนวน 5 แห่ง แต่เห็นว่ายังไม่ตอบโจทย์จึงขอปรับแผนดังกล่าวเป็นการก่อสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา จำนวน 17 แห่งในวงเงินเดิม ทั้งนี้ การก่อสร้างเรือนจำโครงสร้างเบาดังกล่าว เป็นการสร้างนเรือนที่พักสำหรับผู้ต้องหาที่กำลังจะพ้นโทษในแต่ละปี เพื่อใช้ฝึกฝนอาชีพต่างๆ และมีรั้วลวดหนาม เป็นต้น
+ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ขยะมูลฝอย ให้อำนาจ อปท.
ที่ประชุม ครม.(6 สิงหาคม) เห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (พ.ร.บ.ขยะมูลฝอย) เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายปี 2535 ซึ่งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาขยะในพื้นที่ได้อย่างเร่งด่วน เพิ่มอำนาจให้สามารถนำขยะปฏิกูลมูลฝอยที่จัดเก็บไปดำเนินการใช้ หรือหาประโยชน์ได้ โดยสาระสำคัญ กำหนดเขตพื้นที่ในการจัดเก็บ ขน แยก สิ่งปฏิกูล โดยมอบอำนาจกับส่วนราชการท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งสามารถจัดทำด้วยตัวเอง หรือ ร่วมกับส่วนราชการ หรือกับภาคเอกชนก็ได้ เป็นต้น อย่างไรก็ดี ให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายจัดการขยะเพื่อให้สามารถบริหารจัดการขยะแบบเบ็ดเสร็จต่อไป






